Wednesday, October 8, 2014

สุขอยู่ที่ใจ... ใจที่ยอมรับความจริง...

ความสุขเป็นสิ่งที่ฉันค้นหามาตั้งแต่เด็ก เป็นสิ่งที่ฉันไม่ค่อยเข้าใจว่ามันคืออะไร และจะไปหาได้ที่ไหน พยายามทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ หาความสุขจากภายนอกแต่ก็ยังเติมตัวเองให้เต็มไม่ได้สักที เพราะใจนั้นยังเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ และดูเหมือนเมื่อเวลาผ่านไป ความทุกข์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทวีคูณ เคยพยายามหาทางออก โดยใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลหาว่าทำไม ฉันจึงทุกข์ ก็ได้คำตอบเหมือนกันนะ ก็รู้ว่าทุกข์เพราะคาดหวัง พอไม่ได้แล้วจึงผิดหวัง ทุกข์ใจอะไรสักอย่าง พยายามเปลี่ยนความคิดว่าไม่ควรคาดหวัง คิดว่าจะยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำได้ไม่กี่วันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไรได้อย่างยั่งยืน ใจก็ยังยึดในความทุกข์อยู่ เหมือนเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก หาทางออกไม่ได้ วนเวียนอยู่ในวังวน หลังจากนั้นมีคนบอกฉันว่าฉันมองโลกในแง่ร้าย ลองเปลี่ยนมามองโลกในแง่บวกสิ ฉันก็พยายามยามเช่นกัน แต่ก็ไม่สำเร็จอยู่ดี ทำได้ไม่นานก็กลับมาที่เดิม จะให้คิดบวกได้อย่างไรในเมื่อใจนั้นรับรู้และพบเจอแต่ความทุกข์ในตัวนี้

จนมากระทั่งวันหนึ่งได้พังธรรมและท่านว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรา เราบังคับไม่ได้ ให้คอยมีสติ รู้ตัวให้ทันสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในตัวเราไป เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ฟังแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ มีแบบนี้ด้วยหรือ ตอนนั้นฉันก็ไม่เข้าใจหรอกว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ไหนๆก็ไหนๆ จะลองทำก็คงไม่เสียหายอะไร ตอนนั้นได้เริ่มเดินออกกำลังกายมาได้หนึ่งปีแล้ว เดินตอนเช้าจนชินเป็นนิสัย ก็คงไม่ยากอะไรที่จะฝึกความรู้สึกตัวไปด้วยเวลาเดิน รู้ว่าตอนแรกยากมากกว่าจะรู้ตัวว่ากำลังเดินแต่ละทีนานมาก เดินสี่สิบนาทีอาจจะรู้ตัวสักสอง สามครั้ง ส่วนใหญ่จะเผลอไปคิดโดยไม่รู้ตัวและจมอยู่กับความคิด ก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าการทำอย่างนี้มันจะช่วยอะไรเรา ทำให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือ แต่ก็ทำๆไปฝึกๆไป ทำแค่ตอนเดินออกกำลังกายนั่นแหละ ทำมาได้สักเก้าเดือนยังไม่เห็นผลอะชัดเจนอะไรว่าความทุกข์ที่มีจะลดไปตรงไหน แต่ก็เริ่มรู้สึกตัวได้บ่อยมากกว่าเดิม แต่ด้วยความโชคดีมีผู้รู้แนะเราว่าให้ลองให้ต่อเนื่องดู ลองเอามาใช้ตอนที่มีสภาวะอารมณ์ที่แปรปรวนเกิดขึ้น นั่นคือรู้สึกตัวให้ทันเมื่อมีอารมณ์กระทบ หลังจากนั้นก็เริ่มฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เสียเวลาทำอะไรมากมาย แถมยังได้ประโยชน์ซะอีก แค่หัดรู้ทันสภาวะต่างๆ เท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะเวลาที่มีความทุกข์เกิดขึ้น


มาวันนี้จิตใจเริ่มยอมรับความจริงแล้วว่าความสุข ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นเป็นธรรมดาตามเหตุปัจจัยต่างๆนาๆทั้งภายนอก ภายในที่เราบังคับไม่ได้ และรู้แล้วว่าแท้จริงกระบวนการที่จะทำให้ใจยอมรับความจริงนั้น จะต้องทำการฝึกมันขึ้นมา จิตใจก็เช่นเดียวกันเราบังคับให้มันเป็นโน่นนี่ดังใจเราไม่ได้ เดี๋ยวมันหนีไปคิด ไปโกรธ ไปเศร้า ไปหดหู่ และจมกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว แต่เราฝึกมันได้ การฝึกรู้ฝึกดูกายใจตามความเป็นจริงนั้น เป็นการฝึกให้จิตได้สังเกตและรับรู้ความจริงตามธรรมชาติที่เป็นธรรมดา ว่าทุกอย่างเต็มไปด้วยกระบวนการเปลี่ยนแปลง เป็นไปตามเหตุปัจจัย บังคับมันไม่ได้ เมื่อไรที่หลงยึด เมื่อนั้นก็จมอยู่กับความทุกข์ใจ เมื่อจิตรู้ความจริงว่าเป็นเช่นไรแล้ว มันก็จะคลายความยึดมั่นถือมั่นของมันเอง การฝึกนี้นใช้เวลา ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เวลาที่แต่ละคนจะรับรู้และเข้าใจนั้นคงจะไม่เหมือนกันเช่นกัน แต่เข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพจะฝึกสิ่งๆนี้ได้ด้วยทุกคน เมื่อฝึกจนคล่องคราวนี้ก็ทำได้เอง ไม่ได้ต่างอะไรกับการฝึกเขียนหนังสือตอนเด็กๆ หรือฝึกอะไรหลายๆอย่างที่เราทำได้ตอนนี้ และวันนี้ฉันรู้แล้วว่ามันก็ไม่ต่างอะไรจากน้ำหนักและโรคภัยไข้เจ็บฉันที่ค่อยๆหายไป ความทุกข์ใจนี้มันก็ค่อยๆจางหายไปเช่นเดียวกัน หากฉันทำเหตุปัจจัยให้ตรง ฉันเริ่มจะรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าความสุขภายใน ความสุขที่เกิดจากการไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดในสัญญา อารมณ์ ความคิดต่างๆ นั่นแหละความสุขที่ฉันค้นหามานาน ถึงแม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้น แต่ฉันก็พอใจในสิ่งที่ได้พยายามและผลที่ได้รับนี้ แม้ระยะทางยังอีกยาวไกล ฉันก็จะเพียรทำในปัจจุบันขณะให้ดีที่สุด 

สุดท้ายอยากบอกว่า"เปลี่ยนประสบการณ์การรับรู้ ความคิดและชีวิตเปลี่ยน" สำหรับฉัน การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มที่ความคิด แต่เกิดจากการฝึกสังเกต ฝึกรู้ ฝึกดู สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นภายในกายภายในใจ จนเห็นความจริง ความคิดและความรู้ใหม่จะเกิดขึ้น แล้วเราจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้เอง คำถามและคำตอบที่แต่ละคนค้นหาอาจต่างกัน ใครจะให้คำตอบได้ นอกจากตัวเราเอง 











แป้ง
11 กรกฎาคม 2554



No comments:

Post a Comment