Saturday, June 29, 2019

ดังต้นหญ้า

หลายๆครั้ง หัวสมองฉันมักจะชอบมีความคิดผุดขึ้นมาว่า...
ธรรมชาติจะสร้างคนอย่างฉันมาทำไมนะ
คนที่มีความสุขไม่เป็น คนที่รู้สึกไร้ค่า ไม่มีประโยชน์
คนที่จมอยู่กับความทุกข์สารพัดชนิด
ตั้งแต่เด็กโตมา ฉันไม่เคยรู้สึกว่า ฉันอยากจะมีชีวิตอยู่
ฉันอยากจะตายให้พ้นๆไปซะ อยู่ร่ำไป

ฉันไม่แปลกใจเลยว่า
คนอย่างฉันจะได้รับเกียรติถูกวินิจฉัยอยู่เสมอว่า เป็นโรคซึมเศร้า ...
ฉันคุณสมบัติครบทุกประการที่คนเป็นโรคซึมเศร้าจะพึงมี
เกือบ 20 ปีที่ฉันรู้จักคำว่า โรคซึมเศร้า
รู้จักตั้งแต่มันยังไม่ได้เป็นโรคยอดฮิต ไม่ค่อยมีใครรู้จัก
จนสมัยนี้ใครๆก็รู้ว่ามีโรคประเภทนี้อยู่
บางทีฉันก็รู้สึกว่า ฉันล้ำกว่าใครๆในเรื่องนี้
ราวกับเป็นผู้มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน

นั่นสินะ ธรรมชาติจะจัดสรรฉันมาทำไม
สมองก็ยังอยากจะส่งเสียงถามอยู่
ฉันเป็นมนุษย์ที่แปลกแยกไม่เข้าพวกกับใคร
ไม่ว่าพวกไหนฉันก็ไม่เข้าพวกด้วย
หรือธรรมชาติจะจัดให้ฉันเกิดมาเพื่อเดินทางคนเดียว
แต่ก่อนฉันไม่ชินเลย มันโดดเดี่ยว เศร้าและเหงา
มันรู้สึกไม่มีใครที่เข้าใจฉันเลยในโลกนี้
ฉันพยายามตะโกนบอกใครๆ แต่เสียงนั้นกลับไม่ไปถึงไหนเลย
แม้กระทั้งตัวฉันเองก็กลับไม่เคยได้ยินเสียงตัวเองเช่นกัน ...

หรือธรรมชาติอยากให้ฉันแข็งแกร่ง
หาทางออกให้ได้ด้วยตนเอง เลยให้โจทย์แบบนี้มา
บางทีฉันไม่ค่อยแน่ใจว่า สมองฉันดีหรือมีปัญหากันแน่
มันออกจะสับสนหน่อยๆ แต่ฉันก็ได้มันมา สมองอันนี้
แต่เอาล่ะ ฉันรู้สึกข้างในลึกๆอยู่เสมอว่า ...
ฉันจะหาทางออกได้ด้วยตนเอง

จากคนที่รู้สึกว่าโชคร้าย กลายเป็น โชค(ดี)สองชั้น

โชคดีที่ฉันไม่เคยตั้งเป้าหมายชีวิตว่า จะต้องมีความสุข
เพราะฉันไม่รู้จักว่าความสุขเป็นอย่างไรเท่าไรนัก
ชีวิตฉันวันๆมีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย

โชคดีที่ฉันตั้งเป้าแค่ให้ทุกข์ทุเลาเบาบางลง
มีชีวิตอยู่แบบปกติ ถ้าทำได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
ซึ่งถ้าเป็นแต่ก่อน ฉันจินตนาการไม่ได้หรอกว่า
ฉันจะได้มาอยู่ในสภาพแบบนี้ มันเกินจะจินตนาการ
มันเหมือนเดินออกมาไกลจากจุดนั้นมาก
อะไรหลายอย่างคลายลงไปเยอะ นึกถึงแล้วยังรู้สึกว่าโชคดีเสมอ

ฉันยังเดินทางคนเดียวเช่นเดิม
และยังต้องแก้ปัญหาตัวเองไม่เลิกรา
โชคดีที่ด้านกายภาพแก้ไปได้เร็วหน่อย
เลยพอจะมีเรี่ยวแรงเดินต่อไปได้เรื่อยๆ

เดี๋ยวนี้บางทีสมองฉันยังส่งเสียงถามว่า
ธรรมชาติจะสร้างคนอย่างฉันมาทำไมกันนะ ดูไม่มีประโยชน์อะไร
สมองฉันอีกส่วนตอบสวนไปว่า ...
ก็คงมีเหตุผลที่ต้องเกิดมาแหละ
ให้ต้องมาทำอะไรสักอย่าง อย่าได้สงสัยเยอะไป ...

ฉันมักนึกถึงนักเรียนตัวน้อยของฉันคนหนึ่งที่เคยถามฉันว่า
ต้นหญ้า/วัชพืช มีประโยชน์อย่างไรกัน
ฉันหาคำตอบที่ดีไม่ได้เท่าไรนักตอนนั้น
วันหนึ่งฉันขี่มอเตอร์ไซด์ไปตามทางเล็กๆ
ที่มีตึกรามบ้านช่องสองข้างทาง
เมื่อฉันผ่านบริเวณที่มีหญ้ารกข้างทาง
ฉันรู้สึกถึงความเย็นและออกซิเจนผ่านเข้ามาในร่างกาย
และรู้สึกได้คำตอบนั้นโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆมาบรรยาย ...

บันทึกเมื่อ 21 มิถุนายน 2561



Wednesday, October 8, 2014

สุขอยู่ที่ใจ... ใจที่ยอมรับความจริง...

ความสุขเป็นสิ่งที่ฉันค้นหามาตั้งแต่เด็ก เป็นสิ่งที่ฉันไม่ค่อยเข้าใจว่ามันคืออะไร และจะไปหาได้ที่ไหน พยายามทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ หาความสุขจากภายนอกแต่ก็ยังเติมตัวเองให้เต็มไม่ได้สักที เพราะใจนั้นยังเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ และดูเหมือนเมื่อเวลาผ่านไป ความทุกข์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทวีคูณ เคยพยายามหาทางออก โดยใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลหาว่าทำไม ฉันจึงทุกข์ ก็ได้คำตอบเหมือนกันนะ ก็รู้ว่าทุกข์เพราะคาดหวัง พอไม่ได้แล้วจึงผิดหวัง ทุกข์ใจอะไรสักอย่าง พยายามเปลี่ยนความคิดว่าไม่ควรคาดหวัง คิดว่าจะยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำได้ไม่กี่วันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไรได้อย่างยั่งยืน ใจก็ยังยึดในความทุกข์อยู่ เหมือนเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก หาทางออกไม่ได้ วนเวียนอยู่ในวังวน หลังจากนั้นมีคนบอกฉันว่าฉันมองโลกในแง่ร้าย ลองเปลี่ยนมามองโลกในแง่บวกสิ ฉันก็พยายามยามเช่นกัน แต่ก็ไม่สำเร็จอยู่ดี ทำได้ไม่นานก็กลับมาที่เดิม จะให้คิดบวกได้อย่างไรในเมื่อใจนั้นรับรู้และพบเจอแต่ความทุกข์ในตัวนี้

จนมากระทั่งวันหนึ่งได้พังธรรมและท่านว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรา เราบังคับไม่ได้ ให้คอยมีสติ รู้ตัวให้ทันสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในตัวเราไป เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ฟังแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ มีแบบนี้ด้วยหรือ ตอนนั้นฉันก็ไม่เข้าใจหรอกว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ไหนๆก็ไหนๆ จะลองทำก็คงไม่เสียหายอะไร ตอนนั้นได้เริ่มเดินออกกำลังกายมาได้หนึ่งปีแล้ว เดินตอนเช้าจนชินเป็นนิสัย ก็คงไม่ยากอะไรที่จะฝึกความรู้สึกตัวไปด้วยเวลาเดิน รู้ว่าตอนแรกยากมากกว่าจะรู้ตัวว่ากำลังเดินแต่ละทีนานมาก เดินสี่สิบนาทีอาจจะรู้ตัวสักสอง สามครั้ง ส่วนใหญ่จะเผลอไปคิดโดยไม่รู้ตัวและจมอยู่กับความคิด ก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าการทำอย่างนี้มันจะช่วยอะไรเรา ทำให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือ แต่ก็ทำๆไปฝึกๆไป ทำแค่ตอนเดินออกกำลังกายนั่นแหละ ทำมาได้สักเก้าเดือนยังไม่เห็นผลอะชัดเจนอะไรว่าความทุกข์ที่มีจะลดไปตรงไหน แต่ก็เริ่มรู้สึกตัวได้บ่อยมากกว่าเดิม แต่ด้วยความโชคดีมีผู้รู้แนะเราว่าให้ลองให้ต่อเนื่องดู ลองเอามาใช้ตอนที่มีสภาวะอารมณ์ที่แปรปรวนเกิดขึ้น นั่นคือรู้สึกตัวให้ทันเมื่อมีอารมณ์กระทบ หลังจากนั้นก็เริ่มฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เสียเวลาทำอะไรมากมาย แถมยังได้ประโยชน์ซะอีก แค่หัดรู้ทันสภาวะต่างๆ เท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะเวลาที่มีความทุกข์เกิดขึ้น


มาวันนี้จิตใจเริ่มยอมรับความจริงแล้วว่าความสุข ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นเป็นธรรมดาตามเหตุปัจจัยต่างๆนาๆทั้งภายนอก ภายในที่เราบังคับไม่ได้ และรู้แล้วว่าแท้จริงกระบวนการที่จะทำให้ใจยอมรับความจริงนั้น จะต้องทำการฝึกมันขึ้นมา จิตใจก็เช่นเดียวกันเราบังคับให้มันเป็นโน่นนี่ดังใจเราไม่ได้ เดี๋ยวมันหนีไปคิด ไปโกรธ ไปเศร้า ไปหดหู่ และจมกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว แต่เราฝึกมันได้ การฝึกรู้ฝึกดูกายใจตามความเป็นจริงนั้น เป็นการฝึกให้จิตได้สังเกตและรับรู้ความจริงตามธรรมชาติที่เป็นธรรมดา ว่าทุกอย่างเต็มไปด้วยกระบวนการเปลี่ยนแปลง เป็นไปตามเหตุปัจจัย บังคับมันไม่ได้ เมื่อไรที่หลงยึด เมื่อนั้นก็จมอยู่กับความทุกข์ใจ เมื่อจิตรู้ความจริงว่าเป็นเช่นไรแล้ว มันก็จะคลายความยึดมั่นถือมั่นของมันเอง การฝึกนี้นใช้เวลา ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เวลาที่แต่ละคนจะรับรู้และเข้าใจนั้นคงจะไม่เหมือนกันเช่นกัน แต่เข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพจะฝึกสิ่งๆนี้ได้ด้วยทุกคน เมื่อฝึกจนคล่องคราวนี้ก็ทำได้เอง ไม่ได้ต่างอะไรกับการฝึกเขียนหนังสือตอนเด็กๆ หรือฝึกอะไรหลายๆอย่างที่เราทำได้ตอนนี้ และวันนี้ฉันรู้แล้วว่ามันก็ไม่ต่างอะไรจากน้ำหนักและโรคภัยไข้เจ็บฉันที่ค่อยๆหายไป ความทุกข์ใจนี้มันก็ค่อยๆจางหายไปเช่นเดียวกัน หากฉันทำเหตุปัจจัยให้ตรง ฉันเริ่มจะรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าความสุขภายใน ความสุขที่เกิดจากการไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดในสัญญา อารมณ์ ความคิดต่างๆ นั่นแหละความสุขที่ฉันค้นหามานาน ถึงแม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้น แต่ฉันก็พอใจในสิ่งที่ได้พยายามและผลที่ได้รับนี้ แม้ระยะทางยังอีกยาวไกล ฉันก็จะเพียรทำในปัจจุบันขณะให้ดีที่สุด 

สุดท้ายอยากบอกว่า"เปลี่ยนประสบการณ์การรับรู้ ความคิดและชีวิตเปลี่ยน" สำหรับฉัน การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มที่ความคิด แต่เกิดจากการฝึกสังเกต ฝึกรู้ ฝึกดู สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นภายในกายภายในใจ จนเห็นความจริง ความคิดและความรู้ใหม่จะเกิดขึ้น แล้วเราจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้เอง คำถามและคำตอบที่แต่ละคนค้นหาอาจต่างกัน ใครจะให้คำตอบได้ นอกจากตัวเราเอง 











แป้ง
11 กรกฎาคม 2554



เปลี่ยนซึมเศร้า...เป็นปกติ

ร้อยทั้งร้อย ...
คนเป็นโรคซึมเศร้าไม่เข้าใจว่าคนปกติเค้าคิดยังไงรู้สึกยังไง
และเช่นกัน ร้อยทั้งร้อย ...
คนปกติก็ไม่เข้าใจคนเป็นโรคซึมเศร้าว่าคิดยังไงรู้สึกยังไง 
เราเหมือนอยู่คนละโลกที่ไม่มีวันเข้าใจกัน

สำหรับคนเป็นโรคซึมเศร้า
บางทีเรื่องที่ดูเหมือนง่ายๆ แต่มันดันยากไปหมด
ชีวิตตกอยู่ในกับดักความคิด ยากจะหลุดออกมา
สารเคมีที่แปรปรวนในสมอง ในร่างกาย ยากจะกลับเข้าสมดุล
มันยากจะบอกให้ใครเข้าใจ หาทางออกให้เจอ

สำหรับคนปกติ
อุปสรรคไม่ใช่ปัญหา มันแค่มาให้เรียนรู้และฝ่าฟันไป
สิ่งต่างก็แค่เข้ามาและผ่านไป จะยึดอะไรไว้ได้
สารเคมีกลับเข้าสู่สมดุลได้ไม่ยาก เวลามีอะไรมากระทบ
แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เห็นเป็นไร ชีวิตก็แค่การเดินทาง ผจญภัยไปวันๆ...

ชีวิตแป้งเหมือนเกิดมาได้โชคสองชั้น ...(โชคร้ายกับโชคดี ฮ่าๆ)
ได้มีโอกาสสัมผัสความรู้สึกที่ต่างกันสุดขั้ว

ในอดีตหลายครั้งแป้งเคยบอกกับตัวเองว่า
80% ของเวลา แป้งจมกับความเครียด หดหู่ กังวล ซึมเศร้า
อีก 20% เฉยๆ ส่วนความสุขคืออะไรแทบจะไม่รู้จัก
ใครกันจะอยากมีชีวิตอยู่ ...

ตอนนี้แป้งรู้สึกกลับกัน 
ความกังวลความเศร้าก็มีบ้างประมาณได้ก็คง 20%
80%ก็เฉยๆ ไม่ได้สุข ไม่ได้ทุกข์อะไร 
อะไรเข้ามาก็เรียนรู้ไป แค่ Live and Learn มันก็สนุกดี

ถ้าถามแป้งว่าแล้ว อะไรมันทำให้เปลี่ยนระหว่างสองคนนี้ได้
แป้งสรุปคร่าวๆได้ดังนี้ ....
1. ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ขยับๆบ่อยๆ
2. กินอาหารให้ครบห้าหมู่ สมดุล เหมาะกับร่างกายตัวเอง
3. เจริญสติ รู้สึกตัว อยู่กับปัจจุบัน ฝึกสังเกตตัวเองให้สม่ำเสมอ
4. ทำข้อ 1...2...3... ให้ได้อย่างต่อเนื่อง

กุญแจสำคัญคือข้อ 3 เพราะมันจะช่วยให้เราเรียนรู้ชีวิต
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความคิด ที่จะไม่นำพาเราไปสู่ความทุกข์ได้
และที่สำคัญคือ ความอดทน และการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
ถ้าลงมือทำจริง สารเคมีมันจะกลับเข้าสู่สมดุลได้เอง

แป้งจะให้กำลังใจตัวเองเสมอว่า...เป็นสิบๆปีที่เราจมอยู่กับความเศร้า 
ชั่วโมงบินความซึมเศร้าเราสูงมาก มันคงยากที่มันจะหายไปง่ายๆ 
ดังนั้นเราต้องสร้างชั่วโมงบินแห่งสติ และความรู้ตัวขึ้นให้มากๆ เช่นกัน 
หากเราอยากจะมีอิสรภาพจากสิ่งที่เรียกว่า..."โรคซึมเศร้า"
และแป้งเชื่อว่าใครๆก็ทำได้ ถ้าลงมือทำ



16 กันยายน 2557

ปีนเขา...

อีกวิธีที่แป้งชอบให้กำลังใจตัวเองคือ
แป้งมักชอบเปรียบเทียบความพยายามกับการปีนเขา

แต่ก่อนแป้งเหมือนอยู่ในก้นหุบเหวที่มืดมาก 
มองไม่เห็นสิ่งสวยงาม อากาศก็แย่มาก 
เดินไปทางไหนก็วนๆอยู่ที่เดิม 
มันมืดๆ น่ากลัวๆ มองไม่เห็นว่าจะไปทางไหนดี
เฮ้... แล้วเราจะออกจากที่นี่ได้ยังไง ทำไงดี

พยายามดิ้นรนหาทางออกสารพัด แต่ไม่ มันยังไม่ใช่ ไม่ใช่สักที
หาต่อไป ล้มลุกคลุกคลานไป ก็ยังหาไม่เจอ

จนวันหนึ่งมีคนโยนไฟฉายมาให้แล้ว บอกว่าปีนขึ้นมาสิ 
ทางนี้ๆ... ปีนขึ้นมา ...

ในใจคิด ปีนขึ้นไปจะรอดจริงไหม แต่เอาวะ ปีนไปก่อน
ว่าแต่ ปีนเขาทำยังไง ... ปีนไม่เป็น ไม่เคยทำ

เอ้า... ปีนเขา ทำอย่างนี้ๆนะ ฝึกเข้าไปทุกๆวัน (มีคนตะโกนมา)

เอิ่ม ... พูดง่ายแต่ทำยาก ก็คนไม่เคยทำ
ปีนก้าวแรก ก้าวสอง ก้าวสาม .... ยากจัง เหนื่อยจริง
ปีนไปก็ตกลงมาบ้าง พักบ้างหยุดบ้าง แต่ก็ค่อยๆปีนต่อไป
ถามว่าปีนไปทำไม จะไปเจออะไรไม่รู้หรอก ก็ปีนๆไป

เวลาผ่านไป...เริ่มชิน ปีนเขา ... เหมือนเป็นสิ่งต้องทำทุกวัน
เริ่มปีนได้นานขึ้น เริ่มแข็งแรง เริ่มเห็นแสงสว่าง ปลอดโปร่งกว่าเดิม
จนเรามั่นใจว่า ใช่... นี่แหละทางรอด...

และที่สำคัญเราค่อยๆได้ทักษะการปีนเขาโดยไม่รู้ตัว... 
รู้อีกที อ้าว...มันอยู่ในตัวเราเรียบร้อ 

ถึงจะอยู่ในหุบเขาแต่ก็ปีนขึ้นมาได้เยอะแล้ว ใกล้ถึงแนวราบแล้ว
อาจจะมีก้าวพลาด ตกลงไปบ้าง แต่ก็ได้เรียนรู้ 
บอกตัวเอง เอาใหม่ๆ และปีนต่อไป ...

สุดท้ายไม่รู้ว่าจะปีนไปได้สูงแค่ไหน จะไปเจออะไรบ้าง
จะไปชมวิวสวยงามบนยอดเขาได้ไหม... 
ตอนนี้รู้แต่ว่าสนุกกับการเดินทาง และประสบการณ์ที่ได้เจอในแต่ละวัน
คิดว่าจะปีนขึ้นจากเหว หรือจะปีนขึ้นเขาก็คงไม่ยากเย็นอะไร
เพราะมีทักษะการปีน และความอึด อยู่ในตัวเราแล้ว ...

กินอย่างไรให้บวม


มาดูกันค่ะว่าตอนน้ำหนัก 90 กิโลกรัม
พฤติกรรมการกินของแป้งเป็นอย่างไร

แป้งไม่ใช่คนอ้วนมากๆมาตั้งแต่เด็กค่ะ
แต่หลังจากเรียน ป.เอก น้ำหนักแป้งขึ้นมาเกือบ 30 กิโลกรัม
จะด้วยความเครียดหรือมีความสุขกับการกินแบบไร้สติ อะไรก็แล้วแต่

ตอนนั้นแป้งสามารถกินวันละหลายๆมื้อ หิวก็กิน เครียดก็กิน
มีความทุกข์ก็กิน มีความสุขก็กิน อะไรใครว่าอร่อยก็ไปกินกับเขาหมด
ของโปรดก็พวกขาหมู ไก่ทอด เน้นเนื้อๆ ไขมันเยอะๆ 
ของมัน ของทอดของหวาน ขนมขบเคี้ยว ระหว่างมื้อก็มีประจำ
ทำงานไปบางทีก็กินไป...

ผัก ผลไม้ไม่ค่อยได้แตะเท่าไร กินได้อยู่ไม่กี่อย่าง
จะเลือกกินแต่ที่ชอบ พวกดอกกะหล่ำ ผักกาด บรอกโคลี
ผลไม้ก็กินบ้าง แต่ไม่ได้คิดว่าจะต้องกินทุกวัน
น้ำอัดลม กับกาแฟนี่กินเป็นประจำ ยิ่งหวานมันก็จะชอบเป็นพิเศษ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็แล้วแต่โอกาสที่สังสรรค์กับเพื่อน

ออกกำลังกายเป็นประจำนี่แป้งไม่ได้ทำเลยค่ะ
จะมีบ้างเป็นครั้งคราวเวลาที่เพื่อนชวน

สรุปแล้วกินอะไรก็ไม่ได้คิดเท่าไรค่ะว่ามันคืออะไรที่เอาเข้าปากไป
แล้วก็ไม่ค่อยจะขยับ เขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายเท่าไร
ไม่ได้สนใจร่างกายได้รับพลังงานใช้พลังงานเป็นอย่างไร

ตอนนั้นแป้งก็อยากลดน้ำหนักอยู่ตลอดนะคะ 
เวลามองเห็นตัวเองในกระจก ตัวก็แน่น อึดอัดๆ 
แต่ก็ได้แต่คิดอยากจะลด ไม่เคยได้ลงมือทำจริงๆจังๆซะที 
บางครั้งก็ทำแป๊บๆก็เลิก ไม่เคยทำได้ต่อเนื่องเป็นจริงเป็นจัง
บางทีก็อยากให้มันลดเร็วๆนะ ผอมได้เร็วทันใจวันนี้พรุ่งนี้ ก็อดบ้าง
พออดไป สุดท้ายก็กลับมากกินอีกเป็นเท่าตัว 
เห็นของกินทีไรก็แพ้ใจตัวเองทุกที 
แล้วก็บอกตัวเองว่ากินไปเถอะความสุขเล็กน้อยๆ ไม่ล้งไม่ลดมันและ...

สุดท้ายก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนๆเดิม 
จะว่าไปแล้วอย่างเดียวที่แป้งทำได้ต่อเนื่องคือ ... 
กินๆ นั่งๆ นอนๆ ไม่ค่อยได้ขยับตัว (โดยเฉพาะหน้าคอมพิวเตอร์)

จากพฤติกรรมที่ว่ามา
จะเห็นได้ว่า input (คือการกิน) ของพลังงานเยอะมาก 
แต่ output คือการใช้พลังงานน้อยมาก 
รวมทั้งกินอาหารไม่หลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเลย
ไม่ต้องแปลกใจเลยที่น้ำหนักจะทะลุ และเต็มไปด้วยโรคมากมาย

ร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ และมันคงจะดี
ถ้าเราได้สำรวจและวิเคราะห์ตัวเองว่าพฤติกรรมการกินเป็นเช่นไร 
มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเราโดยตรง
และเราควรจะใส่ใจกับมันอย่างสม่ำเสมอ 
เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าของตัวเราเองค่ะ


เพื่อนๆลองสังเกตตัวเองดูนะคะว่าวันๆหนึ่ง 
เรามีพฤติกรรมการกินเป็นอย่างไรบ้าง 

เลิกกาแฟ






มีหลายๆคนชอบถามแป้งว่า...
แป้งเลิกกาแฟได้อย่างไร

ตอนนั้นแป้งค่อนข้างติดกาแฟมาหลายปี น่าจะสัก 5-6 ปี
แต่คิดว่ายังไม่ได้ติดมากเท่าไร
ปริมาณที่ต้องการตอนนั้น คือวันละ 1 แก้ว 
และ ต้องเป็นมอคค่าร้อนหรือไม่ก็เย็นทุกๆวัน

ดังนั้นอย่างต่ำต้องเสียเงินวันละ 30-35 บาทเพื่อซื้อกาแฟ

นึกย้อนกลับไปว่าทำไมถึงเริ่มดื่มกาแฟ
ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ 
เวลาต้องไปคุยงานกัน เราจะไปกันที่ร้านกาแฟ
ทุกคนมักสั่งกาแฟกันคนละแก้ว จากนั้นหัวจะแล่นกันทันที

หลังๆก็เริ่มติดต้องเสพทุกๆวัน ง่วงก็ต้องกิน 
กินข้าวเสร็จนั่งเม้าท์กัน ก็ต้องสั่งซะหน่อย 
สรุปว่าเป็นเรื่องปกติที่ใน 1 วันจะต้องดื่มสักแก้ว

แต่จริงๆแป้งรู้ว่า มันเป็นสิ่งที่คนเป็นโรคซึมเศร้าควรจะหลีกเลี่ยง
พวกสารคาเฟอีน มีผลต่อสมอง และมันทำให้ใจสั่น
มันเพิ่มความกังวล และทำให้สมองแปรปรวนได้ง่าย
(เป็นความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือ และรู้สึกได้เองด้วย)
แต่ก็ยังเลิกไม่ได้ หรือไม่ได้เลิกซะที

เอาหละคิดว่ามันคงถึงเวลาต้องเลิก 
เพราะมันเริ่มรู้สึกได้ว่า รบกวนร่างกายและสมองมาก

ตอนนั้นแป้งตัดใจหยุดซื้อกาแฟทันที ทันใด
บ่ายวันนั้นเริ่มปวดหัวโดยไม่มีสาเหตุ 
กระวนกระวาย กระสับกระส่าย

เริ่มเอะใจ และนึกขึ้นได้ว่า มันคงจะเป็นเพราะไม่ได้รับกาแฟ
แป้งจึงกลับไปซื้อกาแฟ พอซดไปเท่านั้นหายปวดหัวทีเดียว ฮาา...

ทำไงดี ตอนนี้ร่างกายกำลังติดอยู่นั่นเอง
งั้นก็ใช้วิธีเดิมคือ ค่อยๆลดปริมาณ

ช่วงอาทิตย์แรกแป้งซื้อกาแฟตามปกติ แต่แทนที่จะดื่มหมดแก้ว
แป้งดื่มแค่ครึ่งแก้ว แล้วตัดใจทิ้งเลย เอาแค่ให้หายอยาก

อาทิตย์ที่สอง แป้งพยายามสังเกตตัวเอง 
ถ้าวันไหนรู้สึกเฉยๆ ก็ไม่ต้องซื้อ 
วันไหนอยากก็ค่อยซื้อดื่ม (และดื่มแค่หายอยาก)

สุดท้ายแป้งเลิกได้ค่ะภายใน 2 อาทิตย์ 
เลิกแบบชนิดที่ว่าไม่กลับมาแตะอีกเลยทีเดียว

ผลพลอยได้คือ ประหยัดเงินไปได้อีกวันละ 30 บาท
วันละ 30 บาทดูเหมือนน้อย .... 
แต่ถ้ารวมๆกัน 1 ปี ก็ได้เป็นหมื่นอยู่ทีเดียว
ไม่เชื่อลอง math for life กันดู 

นอกจากเรื่องเงิน... 
ยังช่วยลดปริมาณแคลอรี่จากพวกนม น้ำตาล ที่เกินมา และลดขยะอีกด้วยค่ะ

แป้งไม่ได้บอกว่ากาแฟไม่ดีนะคะ มันก็คงมีดีอยู่เหมือนกัน
แต่เราคงต้องสังเกตตัวเองด้วยว่าเหมาะกับสิ่งๆนั้นหรือไม่

บางคนดื่มแล้วอาจจะดีก็ได้ หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม

อย่างที่แป้งเคยบอก ลองฝึกรู้สึกถึงร่างกายบ่อยๆดูค่ะว่า...
เวลารับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายเรามีปฏิกิริยากับมันอย่างไร
เราจะรู้ได้เองว่า เราควรจะลด หรือเพิ่มอะไร...

กินเปลี่ยน ... ชีวิตเปลี่ยน ...






นอกจากการเดินออกกำลังกายแล้ว
การกินของแป้งก็ค่อยๆปรับเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน 

แป้งลด ละ เลิก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินไปหลายอย่าง
แต่มันเป็นไปอย่างช้าๆ ค่อยๆสังเกต ค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆเปลี่ยน
อันไหนเลิกไม่ได้ก็ค่อยๆลดไป

จากน้ำหนักเกือบ 90 กิโลกรัม 

ปีแรก...
สิ่งแรกที่แป้งเลิกคือ น้ำอัดลม
จากนั้นลดพวกหมู ไก่ลง ไม่ถึงกับเลิก แค่ลดปริมาณ
เพิ่มเป็นผักและปลาให้มากขึ้นแทน
และคอยสังเกตแคลอรี่ไปด้วยในแต่ละมื้อ
กินเมื้อเย็นไม่ดึกไปและใกล้กับนอน (อย่างน้อย 4-5 ชั่วโมง)

ทำเท่านี้ค่ะ บวกกับการเดินทุกๆวัน ไม่น่าเชื่อว่า 
ปีแรกน้ำหนักลดได้ถึง 10 กิโลกรัม มันเป็นกำลังใจที่ดีมาก

ปีต่อๆมา
เลิกพวกแอลกอฮอล์ กาแฟ
ของพวกนี้มีผลทำให้สารเคมีในสมองแปรปรวนมากค่ะ
ด้วยเราเป็นซึมเศร้า สารเคมีในสมองไม่ค่อยสมดุลออยู่แล้ว 
แป้งตัดใจว่าควรจะเลิกให้ได้ มันยากค่ะ แต่ต้องทำ 
แรกๆค่อยๆลด สุดท้ายเลิกได้ และไม่กลับไปกินอีก

การกินปรับเปลี่ยน กินให้หลากหลายขึ้นไปอีก 
โดยเน้นพวกข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ ปลา ไขมันนิดหน่อยไม่เยอะมาก
นม ไข่ โยเกิร์ต ... กินให้หลากหลายและสมดุลเข้าไว้ 
เน้นมื้อเช้าและกลางวัน ส่วน มื้อเย็นไม่จัดหนัก บางวันไม่กินก็อยู่ได้

คิดง่ายๆว่าทำไมควรกินให้หลากหลาย 
เพราะร่างกายเราประกอบด้วย อวัยวะต่างๆมากมายที่แตกต่างกัน 
มันต้องการสารอาหารบำรุงที่หลากหลายตามไปด้วย

และคิดง่ายๆว่าทำไม เราไม่ควรกินมื้อเย็นหนักๆและใกล้กับนอน
ร่างกายใช้งานหนักมาทั้งวัน มันอยากจะพักผ่อนแล้วค่ะ 
มันไม่อยากต้องมาทำงานหนักในการย่อยมื้อเย็นอีก โดยเฉพาะตอนนอน
การไม่ทานหนักจนเกินไป สามารถยืดอายุการใช้งานอวัยวะได้ค่ะ

สรุปแล้วทานให้พอดีๆ เหมาะกับร่างกายเรา 
ดีที่สุดคือรู้สึกถึงมันค่ะ เหมือนเรากำลังให้ความรักมันอยู่

น้ำหนักลดไปอีกค่ะ 20 กิโลกรัม แถมโรคที่เคยป่วยๆก็ดีขึ้น

แป้งอยากบอกว่า...
การเลือกกินอาหารสำคัญค่ะ มันสามารถเป็นยารักษา ซ่อมแซมได้
เช่นเดียวกัน หากเราไม่ใส่ใจ การกินก็นำโรคมาให้เราได้เช่นกัน