มีหลายๆคนชอบถามแป้งว่า...
แป้งเลิกกาแฟได้อย่างไร
ตอนนั้นแป้งค่อนข้างติดกาแฟมาหลายปี น่าจะสัก 5-6 ปี
แต่คิดว่ายังไม่ได้ติดมากเท่าไร
ปริมาณที่ต้องการตอนนั้น คือวันละ 1 แก้ว
และ ต้องเป็นมอคค่าร้อนหรือไม่ก็เย็นทุกๆวัน
ดังนั้นอย่างต่ำต้องเสียเงินวันละ 30-35 บาทเพื่อซื้อกาแฟ
นึกย้อนกลับไปว่าทำไมถึงเริ่มดื่มกาแฟ
ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ
เวลาต้องไปคุยงานกัน เราจะไปกันที่ร้านกาแฟ
ทุกคนมักสั่งกาแฟกันคนละแก้ว จากนั้นหัวจะแล่นกันทันที
หลังๆก็เริ่มติดต้องเสพทุกๆวัน ง่วงก็ต้องกิน
กินข้าวเสร็จนั่งเม้าท์กัน ก็ต้องสั่งซะหน่อย
สรุปว่าเป็นเรื่องปกติที่ใน 1 วันจะต้องดื่มสักแก้ว
แต่จริงๆแป้งรู้ว่า มันเป็นสิ่งที่คนเป็นโรคซึมเศร้าควรจะหลีกเลี่ยง
พวกสารคาเฟอีน มีผลต่อสมอง และมันทำให้ใจสั่น
มันเพิ่มความกังวล และทำให้สมองแปรปรวนได้ง่าย
(เป็นความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือ และรู้สึกได้เองด้วย)
แต่ก็ยังเลิกไม่ได้ หรือไม่ได้เลิกซะที
เอาหละคิดว่ามันคงถึงเวลาต้องเลิก
เพราะมันเริ่มรู้สึกได้ว่า รบกวนร่างกายและสมองมาก
ตอนนั้นแป้งตัดใจหยุดซื้อกาแฟทันที ทันใด
บ่ายวันนั้นเริ่มปวดหัวโดยไม่มีสาเหตุ
กระวนกระวาย กระสับกระส่าย
เริ่มเอะใจ และนึกขึ้นได้ว่า มันคงจะเป็นเพราะไม่ได้รับกาแฟ
แป้งจึงกลับไปซื้อกาแฟ พอซดไปเท่านั้นหายปวดหัวทีเดียว ฮาา...
ทำไงดี ตอนนี้ร่างกายกำลังติดอยู่นั่นเอง
งั้นก็ใช้วิธีเดิมคือ ค่อยๆลดปริมาณ
ช่วงอาทิตย์แรกแป้งซื้อกาแฟตามปกติ แต่แทนที่จะดื่มหมดแก้ว
แป้งดื่มแค่ครึ่งแก้ว แล้วตัดใจทิ้งเลย เอาแค่ให้หายอยาก
อาทิตย์ที่สอง แป้งพยายามสังเกตตัวเอง
ถ้าวันไหนรู้สึกเฉยๆ ก็ไม่ต้องซื้อ
วันไหนอยากก็ค่อยซื้อดื่ม (และดื่มแค่หายอยาก)
สุดท้ายแป้งเลิกได้ค่ะภายใน 2 อาทิตย์
เลิกแบบชนิดที่ว่าไม่กลับมาแตะอีกเลยทีเดียว
ผลพลอยได้คือ ประหยัดเงินไปได้อีกวันละ 30 บาท
วันละ 30 บาทดูเหมือนน้อย ....
แต่ถ้ารวมๆกัน 1 ปี ก็ได้เป็นหมื่นอยู่ทีเดียว
ไม่เชื่อลอง math for life กันดู
นอกจากเรื่องเงิน...
ยังช่วยลดปริมาณแคลอรี่จากพวกนม น้ำตาล ที่เกินมา และลดขยะอีกด้วยค่ะ
แป้งไม่ได้บอกว่ากาแฟไม่ดีนะคะ มันก็คงมีดีอยู่เหมือนกัน
แต่เราคงต้องสังเกตตัวเองด้วยว่าเหมาะกับสิ่งๆนั้นหรือไม่
บางคนดื่มแล้วอาจจะดีก็ได้ หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม
อย่างที่แป้งเคยบอก ลองฝึกรู้สึกถึงร่างกายบ่อยๆดูค่ะว่า...
เวลารับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายเรามีปฏิกิริยากับมันอย่างไร
เราจะรู้ได้เองว่า เราควรจะลด หรือเพิ่มอะไร...
แป้งเลิกกาแฟได้อย่างไร
ตอนนั้นแป้งค่อนข้างติดกาแฟมาหลายปี น่าจะสัก 5-6 ปี
แต่คิดว่ายังไม่ได้ติดมากเท่าไร
ปริมาณที่ต้องการตอนนั้น คือวันละ 1 แก้ว
และ ต้องเป็นมอคค่าร้อนหรือไม่ก็เย็นทุกๆวัน
ดังนั้นอย่างต่ำต้องเสียเงินวันละ 30-35 บาทเพื่อซื้อกาแฟ
นึกย้อนกลับไปว่าทำไมถึงเริ่มดื่มกาแฟ
ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ
เวลาต้องไปคุยงานกัน เราจะไปกันที่ร้านกาแฟ
ทุกคนมักสั่งกาแฟกันคนละแก้ว จากนั้นหัวจะแล่นกันทันที
หลังๆก็เริ่มติดต้องเสพทุกๆวัน ง่วงก็ต้องกิน
กินข้าวเสร็จนั่งเม้าท์กัน ก็ต้องสั่งซะหน่อย
สรุปว่าเป็นเรื่องปกติที่ใน 1 วันจะต้องดื่มสักแก้ว
แต่จริงๆแป้งรู้ว่า มันเป็นสิ่งที่คนเป็นโรคซึมเศร้าควรจะหลีกเลี่ยง
พวกสารคาเฟอีน มีผลต่อสมอง และมันทำให้ใจสั่น
มันเพิ่มความกังวล และทำให้สมองแปรปรวนได้ง่าย
(เป็นความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือ และรู้สึกได้เองด้วย)
แต่ก็ยังเลิกไม่ได้ หรือไม่ได้เลิกซะที
เอาหละคิดว่ามันคงถึงเวลาต้องเลิก
เพราะมันเริ่มรู้สึกได้ว่า รบกวนร่างกายและสมองมาก
ตอนนั้นแป้งตัดใจหยุดซื้อกาแฟทันที ทันใด
บ่ายวันนั้นเริ่มปวดหัวโดยไม่มีสาเหตุ
กระวนกระวาย กระสับกระส่าย
เริ่มเอะใจ และนึกขึ้นได้ว่า มันคงจะเป็นเพราะไม่ได้รับกาแฟ
แป้งจึงกลับไปซื้อกาแฟ พอซดไปเท่านั้นหายปวดหัวทีเดียว ฮาา...
ทำไงดี ตอนนี้ร่างกายกำลังติดอยู่นั่นเอง
งั้นก็ใช้วิธีเดิมคือ ค่อยๆลดปริมาณ
ช่วงอาทิตย์แรกแป้งซื้อกาแฟตามปกติ แต่แทนที่จะดื่มหมดแก้ว
แป้งดื่มแค่ครึ่งแก้ว แล้วตัดใจทิ้งเลย เอาแค่ให้หายอยาก
อาทิตย์ที่สอง แป้งพยายามสังเกตตัวเอง
ถ้าวันไหนรู้สึกเฉยๆ ก็ไม่ต้องซื้อ
วันไหนอยากก็ค่อยซื้อดื่ม (และดื่มแค่หายอยาก)
สุดท้ายแป้งเลิกได้ค่ะภายใน 2 อาทิตย์
เลิกแบบชนิดที่ว่าไม่กลับมาแตะอีกเลยทีเดียว
ผลพลอยได้คือ ประหยัดเงินไปได้อีกวันละ 30 บาท
วันละ 30 บาทดูเหมือนน้อย ....
แต่ถ้ารวมๆกัน 1 ปี ก็ได้เป็นหมื่นอยู่ทีเดียว
ไม่เชื่อลอง math for life กันดู
นอกจากเรื่องเงิน...
ยังช่วยลดปริมาณแคลอรี่จากพวกนม น้ำตาล ที่เกินมา และลดขยะอีกด้วยค่ะ
แป้งไม่ได้บอกว่ากาแฟไม่ดีนะคะ มันก็คงมีดีอยู่เหมือนกัน
แต่เราคงต้องสังเกตตัวเองด้วยว่าเหมาะกับสิ่งๆนั้นหรือไม่
บางคนดื่มแล้วอาจจะดีก็ได้ หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม
อย่างที่แป้งเคยบอก ลองฝึกรู้สึกถึงร่างกายบ่อยๆดูค่ะว่า...
เวลารับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายเรามีปฏิกิริยากับมันอย่างไร
เราจะรู้ได้เองว่า เราควรจะลด หรือเพิ่มอะไร...

No comments:
Post a Comment