จุดเริ่มต้นเพียงการเดินวันละ 40 นาที สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งชีวิต
ย้อนกลับไปสักสิบปี หากมีใครบอกให้แป้งลองเดินออกกำลังกาย ก็คงจะปฏิเสธและไม่เห็นว่ามันมีความสำคัญแต่อย่างใด เพราะแม้แต่เดินข้ามสะพานลอยในกรุงเทพ ยังไม่อยากจะเดินขึ้นเลย แค่คิดว่าต้องพยายามแบกตัวอันหนักอึ้ง ร่างกายที่เคลื่อนไหวออกแรงมากนิดหน่อยก็เหนื่อยหอบ บวกกับอากาศอันร้อนอบอ้าวที่จะมาพร้อมกับความหงุดหงิดใจ ก็ไม่คิดที่จะทำแล้ว รวมทั้งคิดว่าเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่สำคัญและเร่งรีบจะดีกว่า แม้จะรู้ว่าการออกกำลังกายนั้นดี แต่ก็สามารถมีข้ออ้างได้เสมอที่จะไม่ทำมัน แล้วในที่สุดก็ปล่อยให้วันเวลาผ่านไป โดยที่ไม่เคยใส่ใจกับตัวเอง ไม่แม้แต่เวลาที่กำลังย่างก้าวเดินหรือการมีลมหายใจแต่ละขณะ น้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น โรคทางกายบวกกับความเครียด ความกังวลต่างๆนาๆค่อยๆสะสมโดยไม่รู้ตัวจนถึงจุดที่มันไม่ไหว คงต้องทำอะไรสักอย่าง
ด้วยความที่วิ่งก็ไม่ไหวเล่นกีฬาอย่างอื่นก็ไม่ได้เรื่อง การเดินดูเป็นอะไรที่ง่ายที่สุด ทำคนเดียวก็ได้ เวลาใด ที่ใดก็ได้ อุปกรณ์ก็มีแค่รองเท้ากีฬาดีๆสักคู่ ถ้ามันดูจะน่าเบื่อนักก็หาเพลงที่ชอบมาฟังด้วยก็ดีทีเดียว ที่เหลือก็แค่พาตัวเองออกมาเดิน และแล้วได้เริ่มที่จะเดินออกกำลังกายเมื่อประมาณสามปีที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกในชีวิตที่แป้งเริ่มและมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อตัวเองอย่างแท้จริง การเดินดูเหมือนเป็นอะไรที่ธรรมดาไม่น่าจะมีผลอะไรมากมาย แต่สิ่งที่ธรรมดานี้แหละที่ได้เริ่มสอนแป้งให้เรียนรู้อะไรมากมายในการที่จะก้าวเดินต่อไปบนโลกใบนี้
ผลจากการเดินวันละประมาณ 30-40 นาที อย่างต่อเนื่องปีแรกเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำหนักลงถึง 10 กิโลกรัม แต่ผลพลอยได้ที่สำคัญกว่านั้นคือ นิสัย (หรือที่คนอื่นอาจจะเรียกมันว่าวินัย) ในการที่จะพาตัวเองลุกขึ้นมาเดินทุกๆวัน นิสัยหรือความเคยชินนี่สำคัญ เพราะเมื่อเราทำอะไรสักอย่างเป็นประจำจนเป็นนิสัยแล้ว เราแทบจะไม่ต้องฝืนหรือบังคับตัวเองให้ทำสิ่งนั้นเลย โดยเฉพาะถ้าเราได้เห็นประโยชน์จากการทำสิ่งนั้นแล้ว เราจะเต็มใจที่จะทำมันอย่างไม่ต้องสงสัยลังเลเลยทีเดียว
ในปีที่สองของการเดินนั้นไม่เพียงแต่สักแต่ว่าจะเดินออกกำลังทางกาย แป้งเริ่มเรียนรู้ที่จะฝึกรู้เนื้อรู้ตัวอยู่กับการเดินในแต่ละก้าว ขอเรียกมันว่าเป็นการออกกำลังใจ มันเป็นกิจกรรมที่เพิ่มเข้ามา และดูเหมือนจะง่าย แต่มันไม่ง่ายเลย แป้งต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อยู่เสมอในการฝึกเดินครั้งนี้ ฝึกที่จะอยู่กับปัจจุบัน ฝึกที่จะพาจิตที่หลงคิดโน่นนี่โดยไม่รู้ตัวให้กลับมารู้ที่กายใจในขณะนั้น แม้ในหนึ่งวันได้มีเวลาพาใจกลับมาอยู่กับตัวเองแค่ 30-40 นาทีขณะออกกำลังกายก็ช่วยให้เราผ่อนคลายได้มากทีเดียว และแน่นอนจากที่ต้องเคยฝึกเคยฝืน สุดท้ายก็กลายเป็นนิสัยและความเคยชินที่จะเดินหรือทำสิ่งต่างๆด้วยความรู้สึกตัว แม้จะไม่ทุกขณะ แต่ก็ทำเท่าที่จะทำได้ในชีวิตประจำวัน
สามปีผ่านไปการเดินออกกำลังกายธรรมดาๆ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงและการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต น้ำหนักที่ลดลงได้ถึง 30 กิโลกรัม โรคภัยที่หายหรือทุเลาลง เป็นเพียงผลพลอยได้ มิใช่เป้าหมายอีกต่อไป การเดินของแป้งตอนนี้เป็นการเดินทางภายใน โดยมีความรู้สึกตัวเป็นเครื่องมือคอยสังเกตและเรียนรู้สิ่งต่างๆทั้งภายในและภายนอก พร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงตัวเองในสิ่งที่ยังบกพร่อง เป้าหมายคือการรู้อยู่กับปัจจุบันขณะเท่าที่จะทำได้ แม้ยากแค่ไหนก็จะพยายามฝึกฝนต่อไปทุกๆวัน
ก้าวเดินเล็กๆที่ใครคิดว่าไม่สำคัญ แต่สำหรับแป้งมันสามารถเปลี่ยนชีวิตคนหนึ่งให้ตื่นขึ้นมาสู่โลกแห่งความจริงและสนุกกับการเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ แม้ก้าวเดินแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน วิธีการไม่เหมือนกัน ทางที่เดินอาจเป็นคนละทาง มันคงดีหากเรารู้จักก้าวที่พอดีและกำลังของเราที่จะเดินไปบนทางที่ปรารถนา เพียงแค่ลุกขึ้นมาดูแลและรู้จักกายใจของเราเอง
แป้ง
26 มีนาคม 2555

No comments:
Post a Comment