Wednesday, October 8, 2014

สุขอยู่ที่ใจ... ใจที่ยอมรับความจริง...

ความสุขเป็นสิ่งที่ฉันค้นหามาตั้งแต่เด็ก เป็นสิ่งที่ฉันไม่ค่อยเข้าใจว่ามันคืออะไร และจะไปหาได้ที่ไหน พยายามทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ หาความสุขจากภายนอกแต่ก็ยังเติมตัวเองให้เต็มไม่ได้สักที เพราะใจนั้นยังเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ และดูเหมือนเมื่อเวลาผ่านไป ความทุกข์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทวีคูณ เคยพยายามหาทางออก โดยใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลหาว่าทำไม ฉันจึงทุกข์ ก็ได้คำตอบเหมือนกันนะ ก็รู้ว่าทุกข์เพราะคาดหวัง พอไม่ได้แล้วจึงผิดหวัง ทุกข์ใจอะไรสักอย่าง พยายามเปลี่ยนความคิดว่าไม่ควรคาดหวัง คิดว่าจะยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำได้ไม่กี่วันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไรได้อย่างยั่งยืน ใจก็ยังยึดในความทุกข์อยู่ เหมือนเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก หาทางออกไม่ได้ วนเวียนอยู่ในวังวน หลังจากนั้นมีคนบอกฉันว่าฉันมองโลกในแง่ร้าย ลองเปลี่ยนมามองโลกในแง่บวกสิ ฉันก็พยายามยามเช่นกัน แต่ก็ไม่สำเร็จอยู่ดี ทำได้ไม่นานก็กลับมาที่เดิม จะให้คิดบวกได้อย่างไรในเมื่อใจนั้นรับรู้และพบเจอแต่ความทุกข์ในตัวนี้

จนมากระทั่งวันหนึ่งได้พังธรรมและท่านว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรา เราบังคับไม่ได้ ให้คอยมีสติ รู้ตัวให้ทันสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในตัวเราไป เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ฟังแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ มีแบบนี้ด้วยหรือ ตอนนั้นฉันก็ไม่เข้าใจหรอกว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ไหนๆก็ไหนๆ จะลองทำก็คงไม่เสียหายอะไร ตอนนั้นได้เริ่มเดินออกกำลังกายมาได้หนึ่งปีแล้ว เดินตอนเช้าจนชินเป็นนิสัย ก็คงไม่ยากอะไรที่จะฝึกความรู้สึกตัวไปด้วยเวลาเดิน รู้ว่าตอนแรกยากมากกว่าจะรู้ตัวว่ากำลังเดินแต่ละทีนานมาก เดินสี่สิบนาทีอาจจะรู้ตัวสักสอง สามครั้ง ส่วนใหญ่จะเผลอไปคิดโดยไม่รู้ตัวและจมอยู่กับความคิด ก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าการทำอย่างนี้มันจะช่วยอะไรเรา ทำให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือ แต่ก็ทำๆไปฝึกๆไป ทำแค่ตอนเดินออกกำลังกายนั่นแหละ ทำมาได้สักเก้าเดือนยังไม่เห็นผลอะชัดเจนอะไรว่าความทุกข์ที่มีจะลดไปตรงไหน แต่ก็เริ่มรู้สึกตัวได้บ่อยมากกว่าเดิม แต่ด้วยความโชคดีมีผู้รู้แนะเราว่าให้ลองให้ต่อเนื่องดู ลองเอามาใช้ตอนที่มีสภาวะอารมณ์ที่แปรปรวนเกิดขึ้น นั่นคือรู้สึกตัวให้ทันเมื่อมีอารมณ์กระทบ หลังจากนั้นก็เริ่มฝึกรู้สึกตัวในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เสียเวลาทำอะไรมากมาย แถมยังได้ประโยชน์ซะอีก แค่หัดรู้ทันสภาวะต่างๆ เท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะเวลาที่มีความทุกข์เกิดขึ้น


มาวันนี้จิตใจเริ่มยอมรับความจริงแล้วว่าความสุข ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นเป็นธรรมดาตามเหตุปัจจัยต่างๆนาๆทั้งภายนอก ภายในที่เราบังคับไม่ได้ และรู้แล้วว่าแท้จริงกระบวนการที่จะทำให้ใจยอมรับความจริงนั้น จะต้องทำการฝึกมันขึ้นมา จิตใจก็เช่นเดียวกันเราบังคับให้มันเป็นโน่นนี่ดังใจเราไม่ได้ เดี๋ยวมันหนีไปคิด ไปโกรธ ไปเศร้า ไปหดหู่ และจมกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว แต่เราฝึกมันได้ การฝึกรู้ฝึกดูกายใจตามความเป็นจริงนั้น เป็นการฝึกให้จิตได้สังเกตและรับรู้ความจริงตามธรรมชาติที่เป็นธรรมดา ว่าทุกอย่างเต็มไปด้วยกระบวนการเปลี่ยนแปลง เป็นไปตามเหตุปัจจัย บังคับมันไม่ได้ เมื่อไรที่หลงยึด เมื่อนั้นก็จมอยู่กับความทุกข์ใจ เมื่อจิตรู้ความจริงว่าเป็นเช่นไรแล้ว มันก็จะคลายความยึดมั่นถือมั่นของมันเอง การฝึกนี้นใช้เวลา ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เวลาที่แต่ละคนจะรับรู้และเข้าใจนั้นคงจะไม่เหมือนกันเช่นกัน แต่เข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพจะฝึกสิ่งๆนี้ได้ด้วยทุกคน เมื่อฝึกจนคล่องคราวนี้ก็ทำได้เอง ไม่ได้ต่างอะไรกับการฝึกเขียนหนังสือตอนเด็กๆ หรือฝึกอะไรหลายๆอย่างที่เราทำได้ตอนนี้ และวันนี้ฉันรู้แล้วว่ามันก็ไม่ต่างอะไรจากน้ำหนักและโรคภัยไข้เจ็บฉันที่ค่อยๆหายไป ความทุกข์ใจนี้มันก็ค่อยๆจางหายไปเช่นเดียวกัน หากฉันทำเหตุปัจจัยให้ตรง ฉันเริ่มจะรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าความสุขภายใน ความสุขที่เกิดจากการไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดในสัญญา อารมณ์ ความคิดต่างๆ นั่นแหละความสุขที่ฉันค้นหามานาน ถึงแม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้น แต่ฉันก็พอใจในสิ่งที่ได้พยายามและผลที่ได้รับนี้ แม้ระยะทางยังอีกยาวไกล ฉันก็จะเพียรทำในปัจจุบันขณะให้ดีที่สุด 

สุดท้ายอยากบอกว่า"เปลี่ยนประสบการณ์การรับรู้ ความคิดและชีวิตเปลี่ยน" สำหรับฉัน การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มที่ความคิด แต่เกิดจากการฝึกสังเกต ฝึกรู้ ฝึกดู สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นภายในกายภายในใจ จนเห็นความจริง ความคิดและความรู้ใหม่จะเกิดขึ้น แล้วเราจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้เอง คำถามและคำตอบที่แต่ละคนค้นหาอาจต่างกัน ใครจะให้คำตอบได้ นอกจากตัวเราเอง 











แป้ง
11 กรกฎาคม 2554



เปลี่ยนซึมเศร้า...เป็นปกติ

ร้อยทั้งร้อย ...
คนเป็นโรคซึมเศร้าไม่เข้าใจว่าคนปกติเค้าคิดยังไงรู้สึกยังไง
และเช่นกัน ร้อยทั้งร้อย ...
คนปกติก็ไม่เข้าใจคนเป็นโรคซึมเศร้าว่าคิดยังไงรู้สึกยังไง 
เราเหมือนอยู่คนละโลกที่ไม่มีวันเข้าใจกัน

สำหรับคนเป็นโรคซึมเศร้า
บางทีเรื่องที่ดูเหมือนง่ายๆ แต่มันดันยากไปหมด
ชีวิตตกอยู่ในกับดักความคิด ยากจะหลุดออกมา
สารเคมีที่แปรปรวนในสมอง ในร่างกาย ยากจะกลับเข้าสมดุล
มันยากจะบอกให้ใครเข้าใจ หาทางออกให้เจอ

สำหรับคนปกติ
อุปสรรคไม่ใช่ปัญหา มันแค่มาให้เรียนรู้และฝ่าฟันไป
สิ่งต่างก็แค่เข้ามาและผ่านไป จะยึดอะไรไว้ได้
สารเคมีกลับเข้าสู่สมดุลได้ไม่ยาก เวลามีอะไรมากระทบ
แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เห็นเป็นไร ชีวิตก็แค่การเดินทาง ผจญภัยไปวันๆ...

ชีวิตแป้งเหมือนเกิดมาได้โชคสองชั้น ...(โชคร้ายกับโชคดี ฮ่าๆ)
ได้มีโอกาสสัมผัสความรู้สึกที่ต่างกันสุดขั้ว

ในอดีตหลายครั้งแป้งเคยบอกกับตัวเองว่า
80% ของเวลา แป้งจมกับความเครียด หดหู่ กังวล ซึมเศร้า
อีก 20% เฉยๆ ส่วนความสุขคืออะไรแทบจะไม่รู้จัก
ใครกันจะอยากมีชีวิตอยู่ ...

ตอนนี้แป้งรู้สึกกลับกัน 
ความกังวลความเศร้าก็มีบ้างประมาณได้ก็คง 20%
80%ก็เฉยๆ ไม่ได้สุข ไม่ได้ทุกข์อะไร 
อะไรเข้ามาก็เรียนรู้ไป แค่ Live and Learn มันก็สนุกดี

ถ้าถามแป้งว่าแล้ว อะไรมันทำให้เปลี่ยนระหว่างสองคนนี้ได้
แป้งสรุปคร่าวๆได้ดังนี้ ....
1. ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ขยับๆบ่อยๆ
2. กินอาหารให้ครบห้าหมู่ สมดุล เหมาะกับร่างกายตัวเอง
3. เจริญสติ รู้สึกตัว อยู่กับปัจจุบัน ฝึกสังเกตตัวเองให้สม่ำเสมอ
4. ทำข้อ 1...2...3... ให้ได้อย่างต่อเนื่อง

กุญแจสำคัญคือข้อ 3 เพราะมันจะช่วยให้เราเรียนรู้ชีวิต
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความคิด ที่จะไม่นำพาเราไปสู่ความทุกข์ได้
และที่สำคัญคือ ความอดทน และการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
ถ้าลงมือทำจริง สารเคมีมันจะกลับเข้าสู่สมดุลได้เอง

แป้งจะให้กำลังใจตัวเองเสมอว่า...เป็นสิบๆปีที่เราจมอยู่กับความเศร้า 
ชั่วโมงบินความซึมเศร้าเราสูงมาก มันคงยากที่มันจะหายไปง่ายๆ 
ดังนั้นเราต้องสร้างชั่วโมงบินแห่งสติ และความรู้ตัวขึ้นให้มากๆ เช่นกัน 
หากเราอยากจะมีอิสรภาพจากสิ่งที่เรียกว่า..."โรคซึมเศร้า"
และแป้งเชื่อว่าใครๆก็ทำได้ ถ้าลงมือทำ



16 กันยายน 2557

ปีนเขา...

อีกวิธีที่แป้งชอบให้กำลังใจตัวเองคือ
แป้งมักชอบเปรียบเทียบความพยายามกับการปีนเขา

แต่ก่อนแป้งเหมือนอยู่ในก้นหุบเหวที่มืดมาก 
มองไม่เห็นสิ่งสวยงาม อากาศก็แย่มาก 
เดินไปทางไหนก็วนๆอยู่ที่เดิม 
มันมืดๆ น่ากลัวๆ มองไม่เห็นว่าจะไปทางไหนดี
เฮ้... แล้วเราจะออกจากที่นี่ได้ยังไง ทำไงดี

พยายามดิ้นรนหาทางออกสารพัด แต่ไม่ มันยังไม่ใช่ ไม่ใช่สักที
หาต่อไป ล้มลุกคลุกคลานไป ก็ยังหาไม่เจอ

จนวันหนึ่งมีคนโยนไฟฉายมาให้แล้ว บอกว่าปีนขึ้นมาสิ 
ทางนี้ๆ... ปีนขึ้นมา ...

ในใจคิด ปีนขึ้นไปจะรอดจริงไหม แต่เอาวะ ปีนไปก่อน
ว่าแต่ ปีนเขาทำยังไง ... ปีนไม่เป็น ไม่เคยทำ

เอ้า... ปีนเขา ทำอย่างนี้ๆนะ ฝึกเข้าไปทุกๆวัน (มีคนตะโกนมา)

เอิ่ม ... พูดง่ายแต่ทำยาก ก็คนไม่เคยทำ
ปีนก้าวแรก ก้าวสอง ก้าวสาม .... ยากจัง เหนื่อยจริง
ปีนไปก็ตกลงมาบ้าง พักบ้างหยุดบ้าง แต่ก็ค่อยๆปีนต่อไป
ถามว่าปีนไปทำไม จะไปเจออะไรไม่รู้หรอก ก็ปีนๆไป

เวลาผ่านไป...เริ่มชิน ปีนเขา ... เหมือนเป็นสิ่งต้องทำทุกวัน
เริ่มปีนได้นานขึ้น เริ่มแข็งแรง เริ่มเห็นแสงสว่าง ปลอดโปร่งกว่าเดิม
จนเรามั่นใจว่า ใช่... นี่แหละทางรอด...

และที่สำคัญเราค่อยๆได้ทักษะการปีนเขาโดยไม่รู้ตัว... 
รู้อีกที อ้าว...มันอยู่ในตัวเราเรียบร้อ 

ถึงจะอยู่ในหุบเขาแต่ก็ปีนขึ้นมาได้เยอะแล้ว ใกล้ถึงแนวราบแล้ว
อาจจะมีก้าวพลาด ตกลงไปบ้าง แต่ก็ได้เรียนรู้ 
บอกตัวเอง เอาใหม่ๆ และปีนต่อไป ...

สุดท้ายไม่รู้ว่าจะปีนไปได้สูงแค่ไหน จะไปเจออะไรบ้าง
จะไปชมวิวสวยงามบนยอดเขาได้ไหม... 
ตอนนี้รู้แต่ว่าสนุกกับการเดินทาง และประสบการณ์ที่ได้เจอในแต่ละวัน
คิดว่าจะปีนขึ้นจากเหว หรือจะปีนขึ้นเขาก็คงไม่ยากเย็นอะไร
เพราะมีทักษะการปีน และความอึด อยู่ในตัวเราแล้ว ...

กินอย่างไรให้บวม


มาดูกันค่ะว่าตอนน้ำหนัก 90 กิโลกรัม
พฤติกรรมการกินของแป้งเป็นอย่างไร

แป้งไม่ใช่คนอ้วนมากๆมาตั้งแต่เด็กค่ะ
แต่หลังจากเรียน ป.เอก น้ำหนักแป้งขึ้นมาเกือบ 30 กิโลกรัม
จะด้วยความเครียดหรือมีความสุขกับการกินแบบไร้สติ อะไรก็แล้วแต่

ตอนนั้นแป้งสามารถกินวันละหลายๆมื้อ หิวก็กิน เครียดก็กิน
มีความทุกข์ก็กิน มีความสุขก็กิน อะไรใครว่าอร่อยก็ไปกินกับเขาหมด
ของโปรดก็พวกขาหมู ไก่ทอด เน้นเนื้อๆ ไขมันเยอะๆ 
ของมัน ของทอดของหวาน ขนมขบเคี้ยว ระหว่างมื้อก็มีประจำ
ทำงานไปบางทีก็กินไป...

ผัก ผลไม้ไม่ค่อยได้แตะเท่าไร กินได้อยู่ไม่กี่อย่าง
จะเลือกกินแต่ที่ชอบ พวกดอกกะหล่ำ ผักกาด บรอกโคลี
ผลไม้ก็กินบ้าง แต่ไม่ได้คิดว่าจะต้องกินทุกวัน
น้ำอัดลม กับกาแฟนี่กินเป็นประจำ ยิ่งหวานมันก็จะชอบเป็นพิเศษ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็แล้วแต่โอกาสที่สังสรรค์กับเพื่อน

ออกกำลังกายเป็นประจำนี่แป้งไม่ได้ทำเลยค่ะ
จะมีบ้างเป็นครั้งคราวเวลาที่เพื่อนชวน

สรุปแล้วกินอะไรก็ไม่ได้คิดเท่าไรค่ะว่ามันคืออะไรที่เอาเข้าปากไป
แล้วก็ไม่ค่อยจะขยับ เขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายเท่าไร
ไม่ได้สนใจร่างกายได้รับพลังงานใช้พลังงานเป็นอย่างไร

ตอนนั้นแป้งก็อยากลดน้ำหนักอยู่ตลอดนะคะ 
เวลามองเห็นตัวเองในกระจก ตัวก็แน่น อึดอัดๆ 
แต่ก็ได้แต่คิดอยากจะลด ไม่เคยได้ลงมือทำจริงๆจังๆซะที 
บางครั้งก็ทำแป๊บๆก็เลิก ไม่เคยทำได้ต่อเนื่องเป็นจริงเป็นจัง
บางทีก็อยากให้มันลดเร็วๆนะ ผอมได้เร็วทันใจวันนี้พรุ่งนี้ ก็อดบ้าง
พออดไป สุดท้ายก็กลับมากกินอีกเป็นเท่าตัว 
เห็นของกินทีไรก็แพ้ใจตัวเองทุกที 
แล้วก็บอกตัวเองว่ากินไปเถอะความสุขเล็กน้อยๆ ไม่ล้งไม่ลดมันและ...

สุดท้ายก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนๆเดิม 
จะว่าไปแล้วอย่างเดียวที่แป้งทำได้ต่อเนื่องคือ ... 
กินๆ นั่งๆ นอนๆ ไม่ค่อยได้ขยับตัว (โดยเฉพาะหน้าคอมพิวเตอร์)

จากพฤติกรรมที่ว่ามา
จะเห็นได้ว่า input (คือการกิน) ของพลังงานเยอะมาก 
แต่ output คือการใช้พลังงานน้อยมาก 
รวมทั้งกินอาหารไม่หลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเลย
ไม่ต้องแปลกใจเลยที่น้ำหนักจะทะลุ และเต็มไปด้วยโรคมากมาย

ร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ และมันคงจะดี
ถ้าเราได้สำรวจและวิเคราะห์ตัวเองว่าพฤติกรรมการกินเป็นเช่นไร 
มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเราโดยตรง
และเราควรจะใส่ใจกับมันอย่างสม่ำเสมอ 
เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าของตัวเราเองค่ะ


เพื่อนๆลองสังเกตตัวเองดูนะคะว่าวันๆหนึ่ง 
เรามีพฤติกรรมการกินเป็นอย่างไรบ้าง 

เลิกกาแฟ






มีหลายๆคนชอบถามแป้งว่า...
แป้งเลิกกาแฟได้อย่างไร

ตอนนั้นแป้งค่อนข้างติดกาแฟมาหลายปี น่าจะสัก 5-6 ปี
แต่คิดว่ายังไม่ได้ติดมากเท่าไร
ปริมาณที่ต้องการตอนนั้น คือวันละ 1 แก้ว 
และ ต้องเป็นมอคค่าร้อนหรือไม่ก็เย็นทุกๆวัน

ดังนั้นอย่างต่ำต้องเสียเงินวันละ 30-35 บาทเพื่อซื้อกาแฟ

นึกย้อนกลับไปว่าทำไมถึงเริ่มดื่มกาแฟ
ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ 
เวลาต้องไปคุยงานกัน เราจะไปกันที่ร้านกาแฟ
ทุกคนมักสั่งกาแฟกันคนละแก้ว จากนั้นหัวจะแล่นกันทันที

หลังๆก็เริ่มติดต้องเสพทุกๆวัน ง่วงก็ต้องกิน 
กินข้าวเสร็จนั่งเม้าท์กัน ก็ต้องสั่งซะหน่อย 
สรุปว่าเป็นเรื่องปกติที่ใน 1 วันจะต้องดื่มสักแก้ว

แต่จริงๆแป้งรู้ว่า มันเป็นสิ่งที่คนเป็นโรคซึมเศร้าควรจะหลีกเลี่ยง
พวกสารคาเฟอีน มีผลต่อสมอง และมันทำให้ใจสั่น
มันเพิ่มความกังวล และทำให้สมองแปรปรวนได้ง่าย
(เป็นความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือ และรู้สึกได้เองด้วย)
แต่ก็ยังเลิกไม่ได้ หรือไม่ได้เลิกซะที

เอาหละคิดว่ามันคงถึงเวลาต้องเลิก 
เพราะมันเริ่มรู้สึกได้ว่า รบกวนร่างกายและสมองมาก

ตอนนั้นแป้งตัดใจหยุดซื้อกาแฟทันที ทันใด
บ่ายวันนั้นเริ่มปวดหัวโดยไม่มีสาเหตุ 
กระวนกระวาย กระสับกระส่าย

เริ่มเอะใจ และนึกขึ้นได้ว่า มันคงจะเป็นเพราะไม่ได้รับกาแฟ
แป้งจึงกลับไปซื้อกาแฟ พอซดไปเท่านั้นหายปวดหัวทีเดียว ฮาา...

ทำไงดี ตอนนี้ร่างกายกำลังติดอยู่นั่นเอง
งั้นก็ใช้วิธีเดิมคือ ค่อยๆลดปริมาณ

ช่วงอาทิตย์แรกแป้งซื้อกาแฟตามปกติ แต่แทนที่จะดื่มหมดแก้ว
แป้งดื่มแค่ครึ่งแก้ว แล้วตัดใจทิ้งเลย เอาแค่ให้หายอยาก

อาทิตย์ที่สอง แป้งพยายามสังเกตตัวเอง 
ถ้าวันไหนรู้สึกเฉยๆ ก็ไม่ต้องซื้อ 
วันไหนอยากก็ค่อยซื้อดื่ม (และดื่มแค่หายอยาก)

สุดท้ายแป้งเลิกได้ค่ะภายใน 2 อาทิตย์ 
เลิกแบบชนิดที่ว่าไม่กลับมาแตะอีกเลยทีเดียว

ผลพลอยได้คือ ประหยัดเงินไปได้อีกวันละ 30 บาท
วันละ 30 บาทดูเหมือนน้อย .... 
แต่ถ้ารวมๆกัน 1 ปี ก็ได้เป็นหมื่นอยู่ทีเดียว
ไม่เชื่อลอง math for life กันดู 

นอกจากเรื่องเงิน... 
ยังช่วยลดปริมาณแคลอรี่จากพวกนม น้ำตาล ที่เกินมา และลดขยะอีกด้วยค่ะ

แป้งไม่ได้บอกว่ากาแฟไม่ดีนะคะ มันก็คงมีดีอยู่เหมือนกัน
แต่เราคงต้องสังเกตตัวเองด้วยว่าเหมาะกับสิ่งๆนั้นหรือไม่

บางคนดื่มแล้วอาจจะดีก็ได้ หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม

อย่างที่แป้งเคยบอก ลองฝึกรู้สึกถึงร่างกายบ่อยๆดูค่ะว่า...
เวลารับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายเรามีปฏิกิริยากับมันอย่างไร
เราจะรู้ได้เองว่า เราควรจะลด หรือเพิ่มอะไร...

กินเปลี่ยน ... ชีวิตเปลี่ยน ...






นอกจากการเดินออกกำลังกายแล้ว
การกินของแป้งก็ค่อยๆปรับเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน 

แป้งลด ละ เลิก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินไปหลายอย่าง
แต่มันเป็นไปอย่างช้าๆ ค่อยๆสังเกต ค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆเปลี่ยน
อันไหนเลิกไม่ได้ก็ค่อยๆลดไป

จากน้ำหนักเกือบ 90 กิโลกรัม 

ปีแรก...
สิ่งแรกที่แป้งเลิกคือ น้ำอัดลม
จากนั้นลดพวกหมู ไก่ลง ไม่ถึงกับเลิก แค่ลดปริมาณ
เพิ่มเป็นผักและปลาให้มากขึ้นแทน
และคอยสังเกตแคลอรี่ไปด้วยในแต่ละมื้อ
กินเมื้อเย็นไม่ดึกไปและใกล้กับนอน (อย่างน้อย 4-5 ชั่วโมง)

ทำเท่านี้ค่ะ บวกกับการเดินทุกๆวัน ไม่น่าเชื่อว่า 
ปีแรกน้ำหนักลดได้ถึง 10 กิโลกรัม มันเป็นกำลังใจที่ดีมาก

ปีต่อๆมา
เลิกพวกแอลกอฮอล์ กาแฟ
ของพวกนี้มีผลทำให้สารเคมีในสมองแปรปรวนมากค่ะ
ด้วยเราเป็นซึมเศร้า สารเคมีในสมองไม่ค่อยสมดุลออยู่แล้ว 
แป้งตัดใจว่าควรจะเลิกให้ได้ มันยากค่ะ แต่ต้องทำ 
แรกๆค่อยๆลด สุดท้ายเลิกได้ และไม่กลับไปกินอีก

การกินปรับเปลี่ยน กินให้หลากหลายขึ้นไปอีก 
โดยเน้นพวกข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ ปลา ไขมันนิดหน่อยไม่เยอะมาก
นม ไข่ โยเกิร์ต ... กินให้หลากหลายและสมดุลเข้าไว้ 
เน้นมื้อเช้าและกลางวัน ส่วน มื้อเย็นไม่จัดหนัก บางวันไม่กินก็อยู่ได้

คิดง่ายๆว่าทำไมควรกินให้หลากหลาย 
เพราะร่างกายเราประกอบด้วย อวัยวะต่างๆมากมายที่แตกต่างกัน 
มันต้องการสารอาหารบำรุงที่หลากหลายตามไปด้วย

และคิดง่ายๆว่าทำไม เราไม่ควรกินมื้อเย็นหนักๆและใกล้กับนอน
ร่างกายใช้งานหนักมาทั้งวัน มันอยากจะพักผ่อนแล้วค่ะ 
มันไม่อยากต้องมาทำงานหนักในการย่อยมื้อเย็นอีก โดยเฉพาะตอนนอน
การไม่ทานหนักจนเกินไป สามารถยืดอายุการใช้งานอวัยวะได้ค่ะ

สรุปแล้วทานให้พอดีๆ เหมาะกับร่างกายเรา 
ดีที่สุดคือรู้สึกถึงมันค่ะ เหมือนเรากำลังให้ความรักมันอยู่

น้ำหนักลดไปอีกค่ะ 20 กิโลกรัม แถมโรคที่เคยป่วยๆก็ดีขึ้น

แป้งอยากบอกว่า...
การเลือกกินอาหารสำคัญค่ะ มันสามารถเป็นยารักษา ซ่อมแซมได้
เช่นเดียวกัน หากเราไม่ใส่ใจ การกินก็นำโรคมาให้เราได้เช่นกัน

ศัลยกรรม...ชีวิต





วันนี้แป้งขอนำเสนอ ศัลยกรรมแบบไม่ต้องพึ่งมีดหมอ แบบไม่ต้องเสียสตางค์ ตรงกันข้ามสตางค์อาจเหลือด้วยซ้ำ เป็นศัลยกรรมแบบพึ่งตนเอง หลักการเดียวกับศัลยกรรมทั่วไปคือ ตัดส่วนเกิน เพิ่มส่วนขาด และแน่นอนไม่มีอะไรได้มาโดยฟรีๆง่ายๆ ศัลยกรรมแบบนี้ต้องใช้ความพยายามและเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะรูปร่างภายนอก เพราะมันเปลี่ยนมาจากภายในนั่นเอง 

จริงๆแล้วร่างกายคนเรามีระบบที่จะเยียวยารักษาตัวเองได้อยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องให้โอกาสมันซ่อมได้ นั่นคือต้องใส่ปัจจัยที่มันจะสามารถซ่อมส่วนนั้นๆได้ อวัยวะภายในที่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่รวมทั้งจิตใจที่แข็งแรงจะเป็นผลส่งให้ภายนอกดูดีขึ้นได้เอง แต่ใครจะรู้ว่าแล้วเราขาดอะไรล่ะ และเราต้องเพิ่มอะไร จริงๆแล้วก็ไม่มีใครรู้ดีเท่ากับตัวเราอีกนั่นแหละ เราต้องฝึกสังเกตตัวเรา หากเรายังไม่ค่อยเคลื่อนไหว ออกกำลังน้อย เราคงต้องให้มันเคลื่อนที่ขยับเยื้อนบ้าง หากเรากินอาหารประเภทไขมันเยอะ เนื้อสัตว์เยอะไป เราคงต้องลดบ้าง หากเราไม่ค่อยได้กินผักผลไม้ เราคงต้องกินเพิ่มขึ้นให้หลากหลายขึ้น สิ่งเหล่านี้หากเราหัดสังเกตตัวเอง ร่างกายจะบอกเราเอง จิตใจก็สำคัญเช่นกันต่อต่อการผลิตสารเคมีในร่างกาย ลองสังเกตดูได้ พฤติกรรมที่ค่อยๆเปลี่ยนไป จะสร้างความเคยชินแบบใหม่ให้เรามีพฤติกรรมทั้งการกิน 

เปลี่ยนตัวเองไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินกำลัง




ถ้าวันหนึ่งเรารู้ว่าสิ่งที่เราเคยอยู่เป็นประจำทำมันเป็นโทษ และเราเอาชนะความเคยชินที่จะทำมัน เอาตัวเองออกมาได้แล้ว เราไม่มีวันที่จะกลับไปทำอย่างเดิมอีก
 


การที่คนเรายังเลิกนิสัยบางอย่างที่อยากจะเลิกไม่ได้เพราะว่า ...

หนึ่ง ลึกๆในจิตใจแล้วอาจจะยังไม่เห็นโทษจริงๆ อาจยังคิดว่ามันมีประโยชน์ต่อเราในแง่ใดแง่หนึ่งอยู่ ก็เลยยังอยากจะทำมันอยู่ ดังนั้นเราจึงต้องหัดสังเกตตัวเราให้ถี่ถ้วน ว่าพฤติกรรมนั้นให้ประโยชน์หรือให้โทษในแง่ใดบ้าง สิ่งใดเป็นโทษหรือประโยชน์นั้น เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะต้องพิจารณาเอาเอง บางอย่างมีประโยชน์กับคนหนึ่ง แต่เป็นโทษกับคนหนึ่ง ประโยชน์และโทษก็อยู่กับการให้ค่าของคนเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดีขอให้มองถึงประโยชน์และโทษที่แท้จริงที่จะไม่นำพาความทุกข์มาให้เราในภายหลังด้วยจะดี 

สอง เมื่อเห็นว่ามันมีโทษต่อตัวเราจริงๆแล้ว แต่ยังเลิกไม่ได้เพราะความเคยชินนั่นเอง เอาชนะความเคยชินนี้ต้องใช้เวลาและความอดทน เปลี่ยนนิสัยไม่ได้แค่เปลี่ยนความคิด เราจะต้องละพฤติกรรมเก่าแล้วเอาพฤติกรรมใหม่มาแทนที่ ต้องใช้ความเพียรที่จะต้านพฤติกรรมเดิมๆ เท่าที่ได้ลองกับตัวเองจะใช้วิธีการลดก่อน คือทำพฤติกรรมเก่าให้ถี่น้อยลง ค่อยๆเอาพฤติกรรมใหม่มาแทนที่ และเราต้องคอยสอนคอยถามตัวเองอยู่เสมอว่าหากกลับไปทำสิ่งๆเดิมเราจะได้รับอะไรมา แล้วเรายังอยากจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ หากค่อยๆทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องแล้วก็เชื่อว่าพฤติกรรมเดิมจะลดลงหรือจางหายไปในที่สุด

สุดท้ายไม่ว่าเราจะจัดการกับข้อหนึ่ง หรือ ข้อสอง ข้างบน เราก็ต้องมีสติรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบัน จัดการกับข้อหนึ่ง คือมีสติรู้สึกตัวเอาไว้สังเกตตัวเอง ให้รู้ว่าสิ่งๆนั้นมีโทษต่อเราจริงๆ และจัดการกับข้อสองคือ พอเรามีสติรู้ทันมันบ่อยๆ ก็เป็นการละไปในตัว แทนที่จะหลงไปทำสิ่งๆนั้น ก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นนั่นเอง

เดิน


จุดเริ่มต้นเพียงการเดินวันละ 40 นาที สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งชีวิต 

ย้อนกลับไปสักสิบปี หากมีใครบอกให้แป้งลองเดินออกกำลังกาย ก็คงจะปฏิเสธและไม่เห็นว่ามันมีความสำคัญแต่อย่างใด เพราะแม้แต่เดินข้ามสะพานลอยในกรุงเทพ ยังไม่อยากจะเดินขึ้นเลย แค่คิดว่าต้องพยายามแบกตัวอันหนักอึ้ง ร่างกายที่เคลื่อนไหวออกแรงมากนิดหน่อยก็เหนื่อยหอบ บวกกับอากาศอันร้อนอบอ้าวที่จะมาพร้อมกับความหงุดหงิดใจ ก็ไม่คิดที่จะทำแล้ว รวมทั้งคิดว่าเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่สำคัญและเร่งรีบจะดีกว่า แม้จะรู้ว่าการออกกำลังกายนั้นดี แต่ก็สามารถมีข้ออ้างได้เสมอที่จะไม่ทำมัน แล้วในที่สุดก็ปล่อยให้วันเวลาผ่านไป โดยที่ไม่เคยใส่ใจกับตัวเอง ไม่แม้แต่เวลาที่กำลังย่างก้าวเดินหรือการมีลมหายใจแต่ละขณะ น้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น โรคทางกายบวกกับความเครียด ความกังวลต่างๆนาๆค่อยๆสะสมโดยไม่รู้ตัวจนถึงจุดที่มันไม่ไหว คงต้องทำอะไรสักอย่าง

ด้วยความที่วิ่งก็ไม่ไหวเล่นกีฬาอย่างอื่นก็ไม่ได้เรื่อง การเดินดูเป็นอะไรที่ง่ายที่สุด ทำคนเดียวก็ได้ เวลาใด ที่ใดก็ได้ อุปกรณ์ก็มีแค่รองเท้ากีฬาดีๆสักคู่ ถ้ามันดูจะน่าเบื่อนักก็หาเพลงที่ชอบมาฟังด้วยก็ดีทีเดียว ที่เหลือก็แค่พาตัวเองออกมาเดิน และแล้วได้เริ่มที่จะเดินออกกำลังกายเมื่อประมาณสามปีที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกในชีวิตที่แป้งเริ่มและมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อตัวเองอย่างแท้จริง การเดินดูเหมือนเป็นอะไรที่ธรรมดาไม่น่าจะมีผลอะไรมากมาย แต่สิ่งที่ธรรมดานี้แหละที่ได้เริ่มสอนแป้งให้เรียนรู้อะไรมากมายในการที่จะก้าวเดินต่อไปบนโลกใบนี้

ผลจากการเดินวันละประมาณ 30-40 นาที อย่างต่อเนื่องปีแรกเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำหนักลงถึง 10 กิโลกรัม แต่ผลพลอยได้ที่สำคัญกว่านั้นคือ นิสัย (หรือที่คนอื่นอาจจะเรียกมันว่าวินัย) ในการที่จะพาตัวเองลุกขึ้นมาเดินทุกๆวัน นิสัยหรือความเคยชินนี่สำคัญ เพราะเมื่อเราทำอะไรสักอย่างเป็นประจำจนเป็นนิสัยแล้ว เราแทบจะไม่ต้องฝืนหรือบังคับตัวเองให้ทำสิ่งนั้นเลย โดยเฉพาะถ้าเราได้เห็นประโยชน์จากการทำสิ่งนั้นแล้ว เราจะเต็มใจที่จะทำมันอย่างไม่ต้องสงสัยลังเลเลยทีเดียว

ในปีที่สองของการเดินนั้นไม่เพียงแต่สักแต่ว่าจะเดินออกกำลังทางกาย แป้งเริ่มเรียนรู้ที่จะฝึกรู้เนื้อรู้ตัวอยู่กับการเดินในแต่ละก้าว ขอเรียกมันว่าเป็นการออกกำลังใจ มันเป็นกิจกรรมที่เพิ่มเข้ามา และดูเหมือนจะง่าย แต่มันไม่ง่ายเลย แป้งต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อยู่เสมอในการฝึกเดินครั้งนี้ ฝึกที่จะอยู่กับปัจจุบัน ฝึกที่จะพาจิตที่หลงคิดโน่นนี่โดยไม่รู้ตัวให้กลับมารู้ที่กายใจในขณะนั้น แม้ในหนึ่งวันได้มีเวลาพาใจกลับมาอยู่กับตัวเองแค่ 30-40 นาทีขณะออกกำลังกายก็ช่วยให้เราผ่อนคลายได้มากทีเดียว และแน่นอนจากที่ต้องเคยฝึกเคยฝืน สุดท้ายก็กลายเป็นนิสัยและความเคยชินที่จะเดินหรือทำสิ่งต่างๆด้วยความรู้สึกตัว แม้จะไม่ทุกขณะ แต่ก็ทำเท่าที่จะทำได้ในชีวิตประจำวัน

สามปีผ่านไปการเดินออกกำลังกายธรรมดาๆ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงและการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต น้ำหนักที่ลดลงได้ถึง 30 กิโลกรัม โรคภัยที่หายหรือทุเลาลง เป็นเพียงผลพลอยได้ มิใช่เป้าหมายอีกต่อไป การเดินของแป้งตอนนี้เป็นการเดินทางภายใน โดยมีความรู้สึกตัวเป็นเครื่องมือคอยสังเกตและเรียนรู้สิ่งต่างๆทั้งภายในและภายนอก พร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงตัวเองในสิ่งที่ยังบกพร่อง เป้าหมายคือการรู้อยู่กับปัจจุบันขณะเท่าที่จะทำได้ แม้ยากแค่ไหนก็จะพยายามฝึกฝนต่อไปทุกๆวัน

ก้าวเดินเล็กๆที่ใครคิดว่าไม่สำคัญ แต่สำหรับแป้งมันสามารถเปลี่ยนชีวิตคนหนึ่งให้ตื่นขึ้นมาสู่โลกแห่งความจริงและสนุกกับการเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ แม้ก้าวเดินแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน วิธีการไม่เหมือนกัน ทางที่เดินอาจเป็นคนละทาง มันคงดีหากเรารู้จักก้าวที่พอดีและกำลังของเราที่จะเดินไปบนทางที่ปรารถนา เพียงแค่ลุกขึ้นมาดูแลและรู้จักกายใจของเราเอง




แป้ง
26 มีนาคม 2555

เคล็ด(ไม่)ลับ ลดน้ำหนักแบบบูรณาการ

โดย Chuychai Slim Down :)




ตอนที่ 1
พร้อมรึยังที่เปลี่ยนแปลง … ตัวคุณ

จริงๆแล้วไม่มีเคล็ดลับใดๆทั้งสิ้น เรียกว่าเป็นการมาเล่าสู่ประสบการณ์ฟังกันดีกว่านะ อันไหนเอาไปใช้ได้ ก็ลองดู ปรับกันไปให้เหมาะกับวิถีชีวิตตัวเอง แป้งเคยน้ำหนัก 89 กิโลกรัม ถ้าเช็ค body mass index หรือ ค่า BMI แป้งสูง 165 เซนติเมตรก็จะอยู่ในช่วงโรคอ้วนขั้นที่ 1 ลองเช็คใน เว็บไซต์กันดูค่ะ มันเป็นดรรชนีที่ช่วยบอกเราคร่าวๆได้ว่ารูปร่างเราเป็นอย่างไร ตอนนั้นสุขภาพแย่ ไม่สบายบ่อย หายใจก็ลำบาก เดินก็ลำบาก แข้งขาก็ปวด ไม่เคยออกกำลังกาย ทำได้นิดๆหน่อยๆก็เลิกทำ สุขภาพจิตไม่ต้องพูดถึง ก็มันเครียด เครียดก็กิน กินจนเป็นนิสัย 10 ปีก็ได้มา 20 กิโลกรัม จนมาวันหนึ่งเราบอกตัวเองว่า...ไม่ได้แล้ว เราต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อเปลี่ยนตัวเอง เราจะช่วยตัวเองให้ไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ

การลดน้ำหนักของแป้งนี้ไม่ได้มีสูตรอะไรเลย ไม่ได้อ่านจากตำราเล่มไหน ก็มีพูดคุยกับคนโน้นคนนั้นบ้างเป็นบางคราว เราทำแบบลองผิดลองถูกและสังเกตผลเอา แป้งคิดว่าร่างกายแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน วิถีชีวิตยิ่งไม่เหมือนกันอีก ดังนั้นการที่จะบอกว่าจะต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ตายตัว บางทีมันคงไม่เหมาะ แต่แป้งก็ยังคิดว่าโดยหลักๆแล้วคงไม่มีอะไรนอกจากการที่เราเอาพลังงานเข้าไปในร่างกายและการใช้พลังงาน ให้ร่างกายแต่ละส่วนได้ทำงานตามหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่ ตามศักยภาพของมัน วิธีที่แป้งจะบอกนี้คนทำคงต้องใช้ความพยายามและการมีสติสัมปชัญญะในการเลือกรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย และการดำรงชีวิต  เราคงไม่ต้องการให้เราตัวหดอย่างเดียวใช่ไหมคะ แต่เราต้องการสุขภาพที่ดี จิตใจที่แข็งแรง นิสัยการกินที่เปลี่ยนไป หากเราทำได้ เราไม่ต้องกลัวอีกเลยที่จะกลับมาอ้วนอีก

แน่นอนเราคงต้องออกแรงต้านกับนิสัยเดิมๆของเราบ้าง แต่ถ้าเราไม่ออกแรงเราคงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงจริงไหม  แม้เวลาที่เราลงมือทำนั้นอาจจะนานสักหน่อย แต่ถ้าเราไม่เร่งรีบอะไร มันก็ดูคุ้มค่าทีเดียว เพราะการลดน้ำหนักแบบนี้เราจะเก็บเล็กผสมน้อย คอยสังเกตตัวเองไปเรื่อยๆ รางวัลน้อยๆจะเกิดขึ้นทุกๆวัน ทุกๆครั้งที่เราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายในแต่ละครั้ง และที่ไม่น่าเชื่อคือการมีสติอยู่กับปัจจุบันและสุขภาพจิตที่ดีนั้นมีผลต่อการใช้พลังงานมากทีเดียว การลดน้ำหนักแบบนี้คงต้องใจเย็นๆทีเดียว ซึ่งแป้งใช้เวลาประมาณสามปีลดไปได้ 32 กิโลกรัม นิสัยการกินและสภาพจิตใจเปลี่ยนไปมาก ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วยอะไร แข็งแรงดี แถมโรคประจำตัวภูมิแพ้หอบหืด ค่อยๆดีขึ้น เขียนมายืดยาวเริ่มเลยดีกว่า

1. ลองมาใช้คณิตศาสตร์เพื่อการลดน้ำหนักกันหน่อย

เคยมีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่าการที่เราจะลดน้ำหนักได้ กิโลกรัมนั้นเราจะต้องเผาผลาญพลังงานในร่างกายประมาณ 7000 กิโลแคลอรี อันนี้ตัวเลขเป็นเท่าไรไม่แน่ชัดลองไปค้นในเว็บไซต์กันดูได้ ตัวเลขคงจะไม่ตายตัว น่าขึ้นอยู่กับอายุน้ำหนัก และการเผาผลาญของแต่ละคน แต่คร่าวๆคงประมาณนี้ 

จริงๆแป้งเคยแอบออกข้อสอบวิชา math for life  ให้นักเรียนลองคำนวณดูว่า ถ้าเราสามารถตัดพลังงานจากการออกกำลังการหรือลดการกินที่ไม่จำเป็นได้วันละ 200 กิโลแคลอรี่ทุกๆวัน ในหนึ่งปีเราจะลดน้ำหนักได้ประมาณเท่าไร และไม่น่าเชื่อคำตอบคือประมาณ 10 กิโลกรัม!!

สิ่งที่แป้งทำคือ แป้งพยายามที่เดินทุกๆวันวันละ 30-45 นาที ทุกๆวัน เดินเร็วๆหน่อย แต่ไม่เคยวิ่ง เพราะวิ่งแล้วจะหอบ ซึ่งแป้งเชื่อว่ามันจะเผาผลาญไปประมาณ 100-150 กิโลแคลอรี (ลองค้นหาในเว็บไซต์ดูได้) ทั้งนี้ทั้งนั้นมันขึ้นกับน้ำหนักและร่างกายของแต่ละคนด้วยว่าเป็นอย่างไร เราต้องคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเรา  คนที่เริ่มต้นอาจจะเริ่มออกกำลังกายน้อยๆก่อนก็ได้อาจจะสัก 15 -20 นาที แต่ทำทุกๆวันแล้วค่อยเพิ่มขึ้นมา บางคนอาจชอบออกกำลังกายอย่างอื่นก็ทำไปคงไม่ตายตัวว่าต้องทำอะไร หากรู้สึกว่าจะเบื่อก็อาจจะเอาเพลงไปฟังด้วยก็ได้ ซึ่งแป้งก็ทำเป็นประจำ การลดอาหารที่ไม่จำเป็นก็จะช่วยลดได้ด้วยค่ะ  ตัดทีละนิดทีละหน่อย ทำไปชิลล์ๆ 


2. เลือกบริโภคด้วยสติสัมปชัญญะ

ในแรกเริ่มแป้งไม่ได้เดินเพียงแค่อย่างเดียว  แป้งเริ่มที่จะเปลี่ยนการกินทีละน้อยๆ เช่น ลดพวกน้ำอัดลมก่อนเป็นอย่างแรก อาหารก็พยายามลดประเภทหมู ไก่ และอาหารที่มีไขมัน  สังเกตว่าใช้คำว่าลดไม่ใช่งด” การงดเป็นการฝืนร่างกายโดยฉลับพลันซึ่งจะเกิดอาการต่อต้านจากร่างกาย และในที่สุดจะทำให้ร่างกายกลับไปบริโภคแบบเดิมอีก ซ้ำบางทีอาจจะมากกว่าเดิมเสียอีก เรียกว่าลงแดงก็คงจะได้ เราจะใช้การลดปริมาณลงเรื่อยๆจนกระทั่งกินน้อยลงไปเองหรือเลิกกินไปเองสำหรับอาหารบางพวกที่ไม่มีประโยชน์จริงๆ

ตอนนั้นยังกินข้าวปกติสามมื้อ ไม่เคยที่จะอดอาหารเพราะเคยเป็นโรคกระเพราะอาหารมาก่อน แต่มื้อเย็นถ้าเป็นไปได้จะกินก่อนหกโมงเย็น  ถ้าเป็นไปได้จะไม่กินใกล้กับตอนนอนมากและรับประทานมากจนเกินไป ถ้าลองทำไปสุดๆแล้วจะเห็นว่ามื้อเย็นนั้นไม่จำเป็นเท่าไรนัก แต่ในเริ่มแรกร่างกายไม่เคยชินก็ยังไม่ต้องไปอดเลยจะดีกว่า สงสารร่างกาย เราคอยค่อยๆลดการกินเอา การไม่ทานมื้อเย็นหนักเกินไปก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานอวัยวะค่ะ เนื่องจากร่างกายใช้งานมาทั้งวันแล้ว จะได้มีเวลาพัก ไม่ต้องมาย่อยอะไรหนักๆกันตอนกลางคืนอีก

เวลากินแป้งก็จะดูก่อนว่าอาหารที่เราเลือกกินนั้นประกอบด้วยสารอะไรอะไรโดยคร่าวๆ เพราะเราคงไม่รู้แน่ ๆ เป๊ะๆ อย่างที่บอกคือต้องคอยสังเกตผลเอา  ส่วนใหญ่แป้งจะเลือกกินข้าว ปลา ผัก ผลไม้ ไข่ กินให้หลากหลาย กินอาหารที่ย่อยง่ายก็จะดี ส่วนอาหารที่มีไขมันมากนั้นไม่ต้องเอาเข้าไปอีกก็ได้เพราะไขมันมีอยู่ในตัวมากแล้วให้มันเอาไปใช้บ้าง ไม่ต้องไปเพิ่มให้มัน เวลากินก็อย่าให้ขาด อย่าให้เกิน กินพอดีๆ กินให้พออิ่ม การที่จะทำแบบนี้ได้คงต้องมีสติก่อนที่จะเลือกกินสิ่งใดๆ สติควรจะมาทันและพิจารณาว่าอาหารที่เราจะเลือกนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ และหัดรู้สึกตัวว่าร่างกายนี้อิ่มหรือยัง ส่วนใหญ่คนเรานั้นไม่รู้ตัว กินเพราะความอร่อยไปบ้าง ความเคยชินบ้างโดยลืมสังเกตว่าสิ่งที่เรากินนี้มันคืออะไรประกอบด้วยอะไร เข้าไปแล้วจะเป็นอย่างไร กินด้วยความอยาก โดยไม่รู้ว่าตัวเองหิวจริงๆหรือไม่หรืออิ่มแล้วหรือไม่ ที่เขียนอย่างนี้เพราะตัวเองก็เคยเป็นมาก่อนเลยรู้ว่ามันเป็นอย่างไร  และที่เขียนมานี้ก็ไม่ได้บอกว่าไม่ให้กินของที่อร่อย แต่เวลากินควรจะคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับจริงๆด้วย อร่อยหรือไม่อร่อยเราก็กินได้หากสิ่งๆนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าคุณค่าแท้ คือทำไปแล้วมันไม่มากัดเราในภายหลังและได้รับประโยชน์กันจริงๆต่อร่างกาย  เวลากินเราจะคิดว่าความสุขของเราอยู่ที่การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และกินให้พอดีเพื่อหายจากความหิว มิใช่แค่เพื่อความอร่อย อร่อยหรือไม่คงเป็นเรื่องรองลงมา หากทำได้จริงก็จะดีทีเดียว  การที่จะทำเป็นนิสัยได้คงต้องค่อยๆหัดกันไป อย่าท้อไปซะก่อน อย่าลืมว่าเราจะเปลี่ยนไปทีละน้อยๆ รางวัลน้อยๆได้เกิดขึ้นกับเรา ณ ขณะนั้นแล้ว

ในหนึ่งปีแรกแป้งทำเพียงเท่านี้ จากน้ำหนัก 89 กิโลกรัมก็ลดลงไป 10 กิโลกรัม อย่างไม่น่าเชื่อ สุขภาพก็ดีขึ้นจากแต่ก่อน ทำไปวันละนิดๆนั้นแหละ ยังมีต่ออีกในปีที่สอง จะมีการทำสุขภาพจิตที่ดีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะในปีที่สามนี้นำหนักลดถึง 22 กิโลกรัม อย่างไม่น่าเชื่ออีกแล้ว เดี๋ยวเอาไว้จะเขียนต่อ ก็ลองอ่านและลองทำดู ถ้าสามารถปรับใช้หรือเป็นประโยชน์ได้ก็จะดี ที่สำคัญอย่าลืมสังเกตตัวเอง เราทำเพื่อตัวเอง มิใช่ใครอื่น เราทำงาน ทำหน้าที่ต่อภายนอก สังคม ใช้ร่างกายนี้หนักแล้ว เราก็ควรที่จะดูแลกายใจเราให้ดีด้วย เพื่อจะได้มีแรงมีประสิทธิภาพทำงาน ทำประโยชน์ยิ่งๆขึ้นไปอีกทั้งต่อตนเองและสังคม

... สุขภาพดี ไม่มีใครทำให้เรา ...


ตอนที่ 2

ถ้าถามว่าจะลดน้ำหนักเริ่มที่ไหน ก็คงต้องตอบว่าเริ่มที่ ใจ จะทำอะไรใจสำคัญที่สุด ใจพร้อม กายพร้อม มันจะร่วมมือร่วมทำงานกันเอง ไม่ต้องออกแรงมาก ที่สำคัญขอให้มีใจแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้ตัวเองมีร่างกายที่แข็งแรง รวมทั้งจิตใจด้วย และที่สำคัญลงมือทำ มีแต่ความพยายามทีละนิดอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีทางลัดใดๆ ทำกันตรงๆนี่แหละ

จากที่เล่าไปเดินออกกำลังกายมา 1 ปี (ลองคำนวณดู ในที่ผ่าม 1 ปีเดินไปประมาณหนึ่งพันกว่ากิโลเมตรเลย แอบเอาไปออกข้อสอบ math for life อีกแล้ว ฮ่าๆ) เปลี่ยนแปลงการกินเล็กน้อยโดยเน้นผัก ปลา ข้าวกินพอดีๆ ก็ยังมีกินเกินๆบ้างแต่น้อยกว่าตอนที่มันอ้วนเอาๆมาก ไม่กินระหว่างมื้อ ก็ลดมาได้สิบกิโลกรัมเลย แบบไม่เหนื่อยมากมาย ไม่ปล่อยตัวเองหิว ทำวันละนิดวันละหน่อยแต่ทำต่อเนื่อง เราต้องสังเกตตัวเองว่าน้ำหนักเราตอนนี้อยู่ในอัตราขึ้นหรือลงหรือคงที่ด้วย เราจะได้ตัดสินใจ ถูกว่าเราควรทำอย่างไร มาขึ้นปีที่สองใส่กิจกรรมในตอนเดินเข้าไปอีกนิด

3. เดินฝึกรู้ตัวอยู่กับปัจจุบัน

กิจกรรมที่ว่านี้คือการฝึกรู้ตัวอยู่กับปัจจุบัน หรือจะเรียกว่าการเจริญสติก็ได้ แป้งฝึกการรู้สึกตัวไปด้วยพร้อมๆกับเวลาเดินออกกำลังกาย  แรกๆยากมากๆ มากมาย บางทีเดิน 45 นาที รู้ตัวสัก 2-3 ครั้ง รู้สึกว่าเดินไปก็หลงคิดโน่นนี่นั่นอยู่คลอดเวลา แป้งก็พยายามรู้สึกตัวว่าฉันกำลังเดินอยู่นะ ขาฉันเคลื่อนไหวอยู่นะ ทำได้ไม่นานก็เผลอไปคิดอีกแล้ว รู้ตัวก็เอากลับมารู้สึกกับการเคลื่อนไหว บางทีก็เอากลับมาไม่ได้ก็ดูมันไปว่าฉันคิดอยู่ ก็ยากแต่ก็ทำไปเรื่อยๆ มันก็ดีขึ้น เป็นการฝึกรู้ตัวอยู่กับปัจจุบัน แป้งมักจะเรียกมันว่าเป็นการออกกำลังกายและใจไปพร้อมๆกันได้ดีทีเดียว ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว ใช้เวลาอย่างมีประโยชน์ทีเดียวในช่วงเวลา 30-40 นาที แม้ในระยะแรกเรายังไม่เห็นประโยชน์เป็นรูปธรรมหรือนามธรรมเท่าไร ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไปแล้วจะเป็นยังไง แต่ก็ทำไปทุกๆวันขณะเดินออกกำลังกาย

ตอนหลังพบว่า จริงๆประโยชน์ได้เกิดแล้วเมื่อขณะฝึก และการอกกำลังใจนี้จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร และเกี่ยวกับการทำให้น้ำหนักลดอย่างไร เดี๋ยวจะบอกต่อไป

ในปีที่สองที่แป้งเดินและเพิ่มฝึกสติไปด้วยขณะออกกำลังกาย น้ำหนักลดไปได้อีกสัก 4 กิโลกรัมในเวลา เดือน ลดแบบช้าๆ บางทีมันก็คงที่อยู่นานมาก เหมือนจะไม่ลดแล้ว หากทำเพียงเท่านี้คือ เดินออกกำลังกาย ฝึกรู้สึกตัวขณะเดิน และกินอาหารตามที่กล่าวมา แป้งเคยคุยกับอาจารย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ เขาบอกว่ามันจะไม่ลดแล้วเพราะอะไรซักอย่าง (ที่เผาผลาญพลังงานง่ายๆน่าจะเป็นไขมัน ซึ่งอัตราการเผาพลาญพลังงานสัมพันธ์กับอายุและอัตราชีพจรของแต่ละคนด้วย) ถ้าเราอยากลดเราต้องออกกำลังกายหนักๆ ให้มันเผาผลาญกล้ามเนื้อ  เอิ่ม มาถึงตรงนี้ บางทีแป้งก็ตัดใจว่ามันคงหยุดเท่านี้ที่ 75 กิโลกรัม  แต่ก็ยังกินตามปกติ ยังเดินออกกำลังกายและใจวันละ 30-45 นาทีอยู่ทุกวัน

ในตอนหน้าจะมาเล่าว่าทำไมน้ำหนักถึงลดลงในช่วง เดือนนี้อย่างรวดเร็ว ลดไป 13 กิโลกรัม (จริงๆไม่ได้คิดเรื่องลดน้ำหนักเลยด้วยซ้ำ ร่างกายมันทำของมันไป น่าอัศจรรย์มาก) มันเป็นเรื่องของพลังงานเข้าออก สมดุลพลังงานน่ะค่ะ ถ้าเรียนฟิสิกส์คงเข้าใจดี ปัจจุบันก็น้ำหนักเริ่มอยู่ตัว ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรมากมาย รู้สึกตัวเองแข็งแรงดี แข็งแรงกว่าแต่ก่อนเยอะ ขอย้ำอีกทีไม่มีความลับใดๆ ธรรมชาติล้วนๆ

เป็นแค่การเล่าประสบการณ์นะ ไม่จำเป็นต้องทำตามเป๊ะๆ อาจจะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับร่างกายตัวเองและชีวิตประจำวัน  แต่หลักการแล้วก็ไม่มีอะไร นอกจากเรื่องของการกิน พลังงานเข้าออก กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ดีๆ และคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ใช้งานร่างกายเค้าหนักแล้วในแต่ละวัน ก็ต้องดูแลกันบ้าง ยอมเสียเวลาออกกำลังกายสักนิด วันละสามสิบสี่สิบนาที (จริงๆแล้วไม่เสีย มีแต่ได้นะ) เลือกกินอาหาร จะได้แข็งแรงทำประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคมได้อย่างเต็มที่ต่อไป
  
ตอนที่ 3

มาถึงตอนนี้แป้งไม่ได้ตั้งใจจะลดน้ำหนักแล้ว แต่น้ำหนักลดด้วยการทำเหตุปัจจัยอย่างอื่นซึ่งมีผลต่อการกิน การนอน การทำงานของร่างกาย และการจัดการกับอารมณ์ต่างๆ สิ่งที่ทำมีเพียงแค่เอาสติที่ฝึกมาใช้งาน และเรียนรู้ตัวเราเอง แต่แป้งจะไม่พูดมันมากเพราะมันจะไม่ตรงประเด็น  เอาว่าจะพูดถึงปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้น้ำหนักลดได้ และการนำสติมาใช้งานในการทำให้น้ำหนักลดก็แล้วกัน 

4. นำสติไปใช้งาน

- สติในการเลือกบริโภค -

มีสติรู้ตัวในการเลือกรับประทานอาหาร พิจารณาก่อนว่าสิ่งที่กำลังจะเอาเข้าไปในปาก กลืนเข้าไปให้กับร่างกายนั้นประกอบด้วยคุณหรือโทษอย่างไร จำเป็นต่อร่างกายหรือไม่ หากเราคิดถึงแต่เรื่องความอร่อยอย่างเดียวนั้น ความอร่อยอยู่กับเราไม่นาน แต่สิ่งที่เราเอาเข้าไปข้างในนั้นไม่รู้ว่าจะอยู่ในร่างกายไปอีกนานเท่าไรและอาจจะให้คุณหรือโทษ เกิดโรคภัยหรือไม่ก็ไม่รู้  ที่สำคัญคือเราต้องกินให้สารอาหารครบ กินให้หลากหลายเข้าไว้  อะไรที่มีมากแล้วเช่นประเภทไขมันก็ไม่ต้องเพิ่มเข้าไปอีกก็ได้ ผักผลไม้ไม่ค่อยได้กินก็กินมันเพิ่มขึ้นมา สำหรับเนื้อสัตว์ก็เน้นเป็นพวกปลาเพราะย่อยง่ายและไม่ค่อยมีไขมัน สร้างนิสัยที่จะประมาณพลังงานที่ได้รับ เช่นดูข้างกล่องของอาหารที่จะบริโภคว่าให้พลังงานเท่าไร ประกอบด้วยอะไร เป็นต้น ค่อยๆทำ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป  หาทำเช่นนี้แล้วร่างกายจะสามารถนำอาหารที่เรากินครบถ้วนอย่างเป็นประจำนี้ไปใช้บำรุงและซ่อมแซมส่วนต่างๆของร่างกายได้

สติรู้สึกตัวในการรู้จักประมาณในการบริโภค -

หากเรามีสติรู้สึกตัวของเราแล้ว เราจะแยกแยะได้ว่าเมื่อไรเราร่างกายหิว ร่างกายเราอิ่ม หรือว่าเราอยากกินโดยที่ไม่ได้หิว  หากเราสามารถรู้สึกได้เช่นนี้ เราจะกินแต่พอดีๆ กินให้กับร่างกายอย่างแท้จริง  ไม่กินมากจนเกินไป เพราะเมื่อรู้ว่าร่างกายอิ่มแล้วเราเราจะหยุดกิน

- สติรู้ตัวทำให้ร่างกายทำงานตามหน้าที่ของมันได้เต็มที่ –

หากเรารู้สึกตัวได้จริง ร่างกายของเราแต่ละส่วนจะตื่นขึ้นมาทำงานตามหน้าที่ของมัน ทำงานร่วมกัน โดยไม่ขัดแย้งกัน ทุกวันนี้แป้งก็ไม่เคยไปสั่งมันนะให้ลดตรงนั้นตรงนี้เพราะสั่งมันไม่ได้ แต่ว่าร่างกายนี้เก่ง แต่ละส่วนมันจะรู้เองว่ามันจะต้องทำหน้าที่อย่างไร เช่นมันจะรู้ได้เองว่ามันจะต้องเอาไขมันที่สะสมไว้มาใช้นะ มันต้องซ่อมนี่ บำรุงนั่นนะ แต่นั่นคือเราก็ไม่กินส่วนเกินมาเพิ่มขึ้นเช่นกัน เราเอาของเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์  การออกกำลังกายก็มีผลต่อการตื่นตัวของร่างกายด้วยเช่นกัน ออกกำลังกายนี้ทำให้ง่ายไปอีกคือรู้จักขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายนั่นเอง เช่นลุกมาเดินบ้าง ปลูกต้นไม้ ทำงานบ้าน ออกแรงช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ทำอะไรบ้าง ให้เกิดประโยชน์ก็จะยิ่งดี

สติรู้จักจัดการกับอารมณ์และความคิด (ที่ไร้ประโยชน์) –

เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่วันๆหนึ่งเราจะต้องเจอ อารมณ์กระทบมากมาย และก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอารมณ์และความคิดนั้นต้องใช้พลังงานด้วยเช่นกัน  และก็คงจะไม่พูดว่าอย่ามีอารมณ์นะ อย่าคิดนะ เพราะทำไม่ได้เช่นกัน ก็ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ต้องทำมาหากินอยู่ ต้องคิด ต้องมีอารมณ์อยู่  แต่หากเราสังเกตให้ดีมันจะมีอารมณ์และความคิดประเภทที่ว่าไม่เกิดประโยชน์และแถมเป็นโทษต่อร่างกายและจิตใจ  เช่น โกรธ เครียด หดหู่ กังวล  อาฆาต พยาบาท หลงอะไรสักอย่างโดยไม่รู้ตัว ไม่มีประโยชน์   สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอารมณ์ที่ใช้พลังงานมากหากเรากระโจนไปร่วมกับมันเป็นเวลานาน    อย่างที่บอกไปห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ แต่ประเด็นคือ หากเรามีสติรู้ทันอารมณ์ต่างๆนั้น และมองดูอารมณ์เหล่านั้นไป ไม่ไปเพิ่มพูน  มันก็จะจบกันไปเร็วขึ้น  พลังงานก็ไม่สิ้นเปลืองโดยไร้ประโยชน์ สรุปแล้วคือเรามีสติเอาไว้จัดการกับการสิ้นเปลืองพลังงานโดยไร้ประโยชน์  ขอเน้นว่าที่ไร้ประโยชน์ แต่สิ่งใดที่มีประโยชน์อยู่แล้ว เราก็ต้องรู้ทันและส่งเสริมมันให้มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน  มีพลังงานใช่ว่าไม่ใช้ แต่หากว่าใช้แล้วก็น่าจะให้เกิดประโยชน์เต็มที่ดีกว่านะ

ปัจจุบันแป้งกินอิ่มทุกมื้อ ไม่เคยอด มื้อเย็นค่อยๆลดลงจนไม่จำเป็นอีกต่อไป กินเท่าที่ร่างกายหิว ร่างกายและจิตใจแข็งแรงดี ดีกว่าตอนที่น้ำหนักเยอะๆมากมาย  สังเกตว่าร่างกายมันทำงานของมันเองไม่ต้องไปบังคับหรือเบียดเบียนอะไรมัน ขอแค่มีสติรู้สึกตัว มันจะหาสมดุลของมันเอง

สรุปแล้วมีแค่นี้ เป็นเรื่องของพลังงานเข้าและออกและการที่ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกครั้ง นี่เป็นเพียงสิ่งที่ได้จากการสังเกตเฉพาะบุคคลเท่านั้น อย่าเชื่อมาก พิจารณาดูก่อน  มันอาจจะดูยากลำบากที่จะทำ ดูเหมือนเป็นทฤษฎีใครๆก็รู้ แต่อะไรก็ไม่เท่าได้ลองลงมือทำจริงๆ อยากน้ำหนักลดแต่ไม่ลงมือทำสร้างเหตุปัจจัย ก็คงไม่เกิดอะไรขึ้นมา  ที่สำคัญต้องรู้จักหัดสังเกตตัวเอง  มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ฝึกได้ ถ้ามีความตั้งใจ ความเพียร และลงมือที่ฝึกแล้ว  อะไรก็ทำได้ทั้งนั้น ขอให้มีสุขภาพกายใจที่ดีกันทุกคนค่ะ



ตอนที่ 4

ตอนนี้คงไม่มีอะไรมาก แค่อยากจะสรุปว่าปัจจัยหลักสำหรับการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพกายใจที่ดีขึ้นน่าจะเป็นอะไร

เวลาผ่านไปเกือบ 3 ปี แป้งลดน้ำหนักมาได้ 32 กิโลกรัม น้ำนักมาอยู่ที่ 59 กิโลกรัม (ตอนนี้ BMI-body อยู่ในช่วงปกติพอดี) แบบไม่ต้องหักโหมออกกำลังกายหนัก หรืออดข้าวอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่นั่นยังไม่เท่ากับที่โรคประจำตัวที่เป็นมาตั้งแต่เกิดได้หายไปด้วย แป้งเคยเป็นโรคภูมิแพ้หอบหืด ชนิดที่ว่าตอนเด็กๆต้องฉีดยาทุกอาทิตย์ ทำอะไรก็เหนื่อยง่าย ออกกำลังกายหนักเจออากาศไม่ดีหน่อย หายใจไม่ค่อยสะดวก ก็ต้องพ่นยากันทีเดียว เป็นโรคประจำตระกูล  แป้งคิดว่าคงต้องเป็นไปทั้งชาติคงไม่รอดแน่แท้ แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น แป้งเริ่มที่จะหายใจได้คล่องขึ้น โล่งปอดมากขึ้น และออกกำลังกายแบบหนักๆได้นานขึ้น เช่น วิ่ง ตีแบด ว่ายน้ำ แบบไม่หอบแฮ่กๆเหมือนแต่ก่อน (จริงมันก็ค่อยๆดีขึ้นทีละนิดๆ มาตั้งนานแล้วแต่ไม่เห็นผลชัดเจน) อันที่จริงภูมิแป้งไม่ได้หายไปเลย ถ้าไปเจอสิ่งที่แพ้อีกหนัก เช่น ฝุ่น ขนสัตว์ แต่แป้งรู้สึกร่างกายทนทานต่ออะไรๆได้ดีขึ้นจากแต่ก่อน แป้งดีใจมากๆ บอกใครว่าดีใจมากแค่ไหนก็คงไม่มีใครรู้ได้  และก็ได้กลับมาประมวลผล

มาถึงตอนนี้ก็อยากจะสรุปเลยว่าอะไรบ้างที่สำคัญในการทำสุขภาพให้ดีขึ้น ซึ่งมี ข้อใหญ่ๆด้วยกัน

1. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ออกกำลังกายนี้เริ่มต้นอาจจะไม่ต้องหนักมาก ถ้าใครชอบออกกำลังกายแบบหนักๆ ก็ออกหนักเลยก็ได้ค่ะ หาอะไรทำที่ตัวเองชอบ ทำแล้วสนุก ทำให้ได้อยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ เมื่อร่างกายได้ขยับเขยื้อนมันก็จะตื่นตัว และแข็งแรงขึ้นมา อย่าคิดว่าเสียเวลาทำเพราะมีอย่างอื่นที่สำคัญต้องทำมากกว่า เพราะหากเราไม่ยอมออกกำลังกายแม้แต่น้อย สักวันเมื่อเราป่วยขึ้นมา เราจะเสียเวลามากกว่านี้ (บางทีโรคมันก็สะสมไว้รอเวลาเหมือนกัน) และทำสิ่งที่เราอยากทำหรือต้องทำไม่ได้เต็มที่ และจริงๆแล้วการออกกำลังกายไม่เป็นการเสียเวลาเลยแต่เป็นการได้ประโยชน์ด้วยซ้ำ หากชีวิตนี้รู้สึกว่าต้องทำอะไรมากมาย การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งจำเป็นทีเดียว เพราะหากคุณจะใช้ร่างกายนี้เขาหนักทำโน่นนี่ แต่ไม่ดูแลให้เขาแข็งแรงเลยก็ดูจะใจร้ายไปหน่อย หากอยากจะเริ่ม แต่ไม่รู้ทำอย่างไร ก็ลองลุกขึ้นมาเดินไปมา เหวี่ยงแขนไปด้วย ให้ได้ยืดเส้นยืดสาย แต่ขอให้ตั้งใจทำ ซักวันละ 15-20 นาทีก่อนก็ได้ แล้วค่อยๆเพิ่มไป น้อยนะ 20 นาที หลงคิดอะไรไปเพลินๆบางทีก็หมดไปแล้วมากกว่า 20 นาที แบบไม่รู้ตัว แบบไม่ได้อะไร ฮ่าๆๆ  

2. การกินอาหารที่ดีมีประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ

ข้อนี้สำคัญไม่แพ้กัน หากร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและมีประโยชน์แล้ว ร่างกายมันจะสามารถเอาสารอาหารนั้นไปบำรุงและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้เราได้เอง ร่างกายนี้มหัศจรรย์ แต่ละส่วนมีหน้าของมันที่แตกต่างกัน เรานั้นบังคับมันไม่ได้เลยให้มันทำโน่น ทำนี่ มันมีหน้าที่อะไรมันก็ทำของมันไป ตามปัจจัยที่เราใส่ให้ไป ทีนี้แต่ก่อนเรายังเป็นโรคโน้นนี้เพราะนิสัยการกินเรา เรากินแต่ที่ตัวเองชอบ ไม่หลากหลาย ซึ่งอาจจะทำให้ไม่มีสารอาหารเพียงพอที่ร่างกายต้องการไปเพื่อนำไปซ่อมได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง  อันนี้บอกไม่ได้ว่าควรหรือไม่ควรต้องกินอะไรเพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องลองสังเกตตัวเองดู แต่ที่แนะนำคือกินสารอาหารให้ครบเข้าไว้ อันไหนมีมากไปก็ลดๆบ้าง  และนั่นคือทำไมเราต้องเรียนอาหารห้าหมู่ตั้งแต่เด็กๆ  โตขึ้นมาแป้งก็เพิ่งเข้าใจนี่แหละ เห็นแจ้งประจักษ์จริงกะตัวเอง ฮ่าๆๆ เขาถึงว่า You are what you eat ไง 


3. การรักษาสุขภาพจิตให้ดีอย่างสม่ำเสมอ

ข้อนี้สำคัญมากๆ บางคนอาจจะงงๆว่าเกี่ยวกับลดน้ำหนักและทำให้สุขภาพดีอย่างไร เพราะสำหรับตัวเองก็เริ่มทำและเข้าใจข้อนี้เป็นลำดับสุดท้ายเหมือนกัน อย่างที่แป้งเคยอธิบายไว้ในตอนที่ มันมีความเกี่ยวข้องของพลังงานเข้าออกแน่นอน และสำคัญมากซะด้วย การกระโจนเข้าไปในอารมณ์ที่ไร้ประโยชน์ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ ทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็ยังไปทุกข์ซ้ำทุกข์ซ้อนกับมันอีก การจมอยู่ในความทุกข์ใจจนหาทางออกไม่ได้ ทำให้ต้องหาความสุขด้วยวิธีกินเข้าไปจนมากเกินไป ที่พูดได้เพราะเคยเป็นมาก่อน เข้าใจดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าห้ามตัวเองจะไม่กินอะไรเลย เดี๋ยวนี้แป้งก็ยังมีความสุขกับเวลากินอยู่ แต่เราเปลี่ยนทัศนคตินิดหน่อยว่า ความสุขของเราอยู่ที่การกินอาหารที่มีประโยชน์ให้กับร่างกาย มิใช่เพียงเพื่อความอร่อย อร่อยได้แต่ก็รองๆลงมา  แต่อย่างว่าพูดง่ายแต่ทำยาก ใครจะไปทำได้  ก็เข้าใจว่าทำยากแต่ถ้าไม่เริ่มทำมันก็ไม่ได้ทำสักที สิ่งที่จำเป็นและจะช่วยเราได้คือการมีสติรู้สึกตัว การรู้ทันสภาวะ อารมณ์ต่างๆ ก็ต้องฝึกกันหน่อยถึงจะทำได้ นึกถึงตอนเด็กๆกว่าจะเขียนหนังสือได้ยังใช้เวลานาน เขียนแล้วเขียนอีกจนคล่อง คล่องแล้วก็ทำได้เองเลย  การฝึกให้มีสติรู้สึกตัวก็เช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่จำเป็นในชีวิต และจะสามารถป้องกันความทุกข์ใจให้เราได้ดีทีเดียว หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไรก็ฝึกไปพร้อมๆกับออกกำลังกายข้อที่ ไม่เสียเวลาดี เวลาที่ออกกำลังกายแขนขาขยับก็ฝึกรู้สึกตัวไปด้วย เผลอแว๊บไปคิดไรก็รู้สึกตัวเอากลับมาอยู่กับร่างกายที่ขยับ  หรือจริงๆแล้วเพียงฝึกไปตอนกิจกรรมอื่นๆที่ชอบทำและผ่อนคลายเช่น ฟังเพลง เย็บผ้า ทำความสะอาดบ้าน รีดผ้า แค่ ฝึกอยู่กับปัจจุบัน enjoy กับสิ่งที่ทำนั่นเอง ใครทำได้บ่อยๆก็จะดีเอง หากใครทำได้ในชีวิตประจำวันจริงก็จะดีมาก อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้ร่างกายแต่ละส่วนแต่ละอณูตื่นตัว ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่  ก็ค่อยๆทำกันไปตามกำลัง ทุกวันนี้แป้งก็ยังพยายามทำอยู่ ไม่ได้ดีอะไรมาก แต่ก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนตอนเยินๆมากมาย 

สังเกตว่าทุกข้อมีคำว่า "สม่ำเสมอ" หมดเลย นั่นคือหากเราสามารถทำอะไรหรือค่อยๆเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องแล้ว เราเชื่อว่าจะเห็นเปลี่ยนแปลงแน่นอนไม่มากก็น้อย หากเราค่อยๆทำน้อยๆสะสมไป การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นสะสมไว้ รอเวลาแสดงผลก้อนโตออกมา เพราะเราเชื่อว่าสุดท้ายความพยายามจะชนะทุกสิ่ง แม้กระทั่งโชคชะตาที่เราเคยคิดว่าแก้มันไม่ได้แล้วชีวิตนี้ บางอย่างอาจแก้ไม่ได้แล้วจริงๆ เราจะยอมรับความจริงและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างไม่ทุกข์ใจได้เอง  บางทีคนเราเรียนแต่ทฤษฎีมามากแล้วก็เหลือแต่ปฏิบัตินี่แหละ

สามข้อที่ว่ามานี้เป็นปัจจัยหลักๆที่จะช่วยทำให้น้ำหนักลด และสุขภาพดี สุดท้ายแป้งอยากให้ทุกคนมองภาพรวมว่า ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันหมด ไม่เพียงแค่ว่าอยากทำการงานประสบความสำเร็จก็ทำจะเป็นจะตายจนร่างกายทรุดโทรม มีแต่ความเครียดความทุกข์สะสมไว้ จนลืมกายลืมใจตัวเองนี้ที่ต้องบำรุงเขาแข็งแรงเหมือนกัน ลองถามใจตัวเองลึกๆเองดูว่ามีคุ้มจริงๆหรือ เราอยากได้ชีวิตแบบนี้จริงหรือ แล้วถ้าเราสามารถที่จะทำงานได้ดีไปด้วย ทำกายใจเราให้ดีไปด้วยแล้วเราจะไม่อยากทำหรอ ส่วนตัวแป้งนั้นเชื่อว่าประโยชน์นั้นจะเกิดได้สูงสุดก็ต่อเมื่อเราทำประโยชน์ได้ทั้งต่อตนเองและสังคมภายนอก  อย่าลืมว่าอย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าได้ลงมือทำ ประจักษ์ผลด้วยตนเอง แต่ละคนนั้นแตกต่างกัน อย่าลืมสังเกตตัวเองว่าส่วนไหนที่ขาด ส่วนไหนที่เกิน ส่วนไหนที่ต้องบำรุง ส่วนไหนที่ต้องกำจัดออกไป  แป้งขอให้ทุกคนนำตัวเองเข้าสู่สมดุล ตามที่ตนเองปารถนา ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดทั้งต่อตนเองและผู้อื่น มีความสุขกาย สุขใจกันถ้วนหน้า

จบดีกว่า THE END

ขอบคุณที่อดทนกันอ่านค่ะ :D

แป้ง

1st started:  6 March 2011 

1st revised: 8 October 2014